Tagged: ธรรมวิภาค

สัตตาวาส 9

สัตตาวาส  คือ  ภพอันเป็นที่อยู่ของสัตว์ทุกประเภท ต่างจากวิญญาณฐิติที่หมายเอาเฉพาะที่ตั้งเกิดของวิญญาณหมู่สัตว์ที่มีสัญญาชัดเจนเท่านั้น  มี 9 ประเภท ดังนี้

  1. กายต่างกัน สัญญาต่างกัน  ได้แก่  มนุษย์ เทวดา ในชั้นกามาวจร และเวมานิกเปตรที่พ้นจากอบายภูมิ 4
  2. กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน  ได้แก่ พรหมที่เกิดชั้นปฐมฌานภูมิ 3 ชั้น
  3. กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน  ได้แก่  พรหมที่เกิดในทุติยฌานภูมิ ในฌาน 4 หรือ ตติยฌานภูมิในฌาน 5
  4. กายและสัญญาอย่างเดียวกัน  ได้แก่  พรหมที่เกิดในชั้นตติยฌานภูมิ
  5. ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา  ได้แก่  พรหมที่เกิดในชั้นจตุตถฌานภูมิ ไม่มีขันธ์ 4 มีแต่รูปขันธ์
  6. เข้าถึงอากาสานัญจายตนฌาน  ได้แก่  อรูปพรหมที่เกิดในอรูปาวจรภูมิชั้นที่ 1
  7. เข้าถึงวิญญาณัญจายตนฌาน  ได้แก่ อรูปพรหมที่เกิดในอรูปาวจรภูมิชั้นที่ 2
  8. เข้าถึงอากิญจัญญายตนฌาน  ได้แก่ อรูปพรหมที่เกิดในอรูปาวจรภูมิชั้นที่ 3
  9. เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน  ได้แก่ อรูปพรหมที่เกิดในอรูปาวจรภูมิชั้นที่ 4

ข้อ 5 และ 9 ในสัตตาวาสจึงไม่มีในวิญญาณฐิติ ที่เหลือมีเช่นเดียวกัน

สังฆคุณ 9

สังฆคุณ  คือ คุณของพระสงฆ์ ในที่นี้หมายถึงพระสงฆ์ตั้งแต่ชั้นโสดาบันเป็นต้นไป คุณสี่ข้อแรกเป็นคุณประโยชน์ส่วนตัว ส่วนห้าข้อหลังเป็นคุณที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น  มี 9 ประการ ดังนี้

  1. สุปฏิปันโน  เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว
  2. อุชุปฏิปันโน  เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว
  3. ญายปฏิปันโน  เป็นผู้ฏิบัติเป็นธรรม
  4. สามีจิปฏิปันโน  เป็นผู้ปฏิบัติสมควร
  5. อาหุเนยโย  เป็นผู้ควรของคำนับ
  6. ปาหุเนยโย  เป็นผู้ควรแก่เครื่องสักการะที่จัดไว้ต้อนรับ
  7. ทักขิเนยโย  เป็นผู้่ควรแก่ของทำบุญรับทักษิณาทาน
  8. อัญชลิกรณีโย  เป็นผู้ควรทำอัญชลีกราบไหว้ได้สนิทใจ
  9. อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ  เป็นนาบุญของโลก

วิปัสสนาญาณ 9

วิปัสสนาญาณ  คือ ญาณที่ทำความเห็นแจ้ง , ความรู้ที่เห็นสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริงว่าตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ มี 9 อย่าง คือ

  1. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ  เห็นความเกิดและความดับ กำหนดเห็นสังขารจนแจ่มแจ้งว่าสังขารทั้งปวงเมื่อเกิดแล้วก็ดับทั้งหมด
  2. ภังคานุปัสสนาญาณ  เห็นความดับ กำหนดเห็นแจ้งว่าสังขารทั้งปวงต้องดับหมด
  3. ภยตูปัฏฐานญาณ  เห็นสังขารเป็นของน่ากลัว  กำหนดเห็นความเสื่อมและสิ้นไปแห่งสังขาร
  4. อาทีนวานุปัสสนาญาณ  เห็นโทษของสังขาร  กำหนดเห็นโทษเพราะการแปรเปลี่ยนและดับไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่สิ้นสุดของสังขาร
  5. นิพพิทานุปัสสนาญาณ  เห็นความเบื่อหน่าย  กำหนดพิจารณาสังขารว่าเป็นภัยที่น่ากลัว มีแต่โทษจนเกิดความเบื่อหน่ายในสังขาร
  6. มุญจิตุกัมยตาญาณ  พิจารณาเพื่อหาทางหลีกพ้นจากสังขาร อยากพ้นจากการเกิดดับของสังขาร
  7. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ  หาทางหลีกพ้นจากสังขาร ด้วยการหยิบสังขารขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์อีกครั้งหนึ่ง
  8. สังขารุเปกขาญาณ  พิจารณาเห็นความจริงของสังขารแล้ววางใจให้เป็นกลางในสังขาร  จนจิตเกิดความวางเฉยไม่ยินดียินร้าย ไม่ยึดมั่น
  9. สัจจานุโลมิกญาณ  พิจารณาสังขารน้อมเข้าหาอริยสัจ

โลกุตตรธรรม 9

โลกุตตรธรรม  คือ ธรรมอันเลิศ อยู่เหนือวิสัยของปุถุชน ภาวะล้นจากโลกียะ ไม่เกี่ยวข้องกับกาม ตัณหา อวิชชา เรียกว่า นวโลกุตตรธรรม มี 9 อย่าง ดังนี้

  • มรรค 4  ฌานคือความรู้ที่เป็นเหตุให้กำจัดสังโยชน์ได้อย่างเด็ดขาด ได้แก่ มรรค 4
  • ผล 4  ประโยชน์ ผลจากการกำจัดสังโยชน์ได้แล้ว ได้แก่ ผล 4
  • นิพพาน 1  ความปราศจากกิเลส ภาวะดับสนิทแห่งกิเลสและทุกข์ทั้งปวง ในที่นี้หมายถึง อนุปาทิเสสนิพพาน คือ ดับกิเลสพร้อมทั้งเบญจขันธ์ (ชีวิต)

มานะ 9

มานะ  คือ  ความเย่อหยิ่ง ถือตัว ด้วยเรื่อง ชาติ สกุล โคตร รูปร่าง ทรัพย์ ฐานะ อาชีพ การศึกษา ปัญญา และเรื่องอื่น , มานะเป็นความรู้สึกสำคัญตัวคือปรุงตัวตนเองขึ้นมาว่าดีกว่าเขา เสมอเขา หรือเลวกว่าเขา เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง  จำแนกเป็น 9 จำพวก ดังนี้

  1. เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา
  2. เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา
  3. เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเลวกว่าเขา
  4. เสมอเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา
  5. เสมอเขา สำคัญว่าเสมอเขา
  6. เสมอเขา สำคัญว่าเลวกว่าเขา
  7. เลวกว่าเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา
  8. เลวกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา
  9. เลวกว่าเขา สำคัญว่าเลวกว่าเขา

เมื่อรู้สึกสำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา ก็จะทนงตน ฮึกเหิมลำพอง
เมื่อรู้สึกสำคัญตนว่าเสมอเขาก็จะหาทางแข่งขัน อยากดีเด่น ดังกว่าเขา
เมื่อรู้สึกสำคัญตนว่าเลวกว่าเขา ก็จะรู้สึกน้อยใจ หรือดูถูกตนเอง

อนุปุพพวิหาร 9

อนุปุพพวิหาร เป็นธรรมที่เป็นเครื่องอยู่โดยลำดับกัน คือ การเข้าออกต้องเป็นไปตามลำดับเช่นการขึ้นลงบันได มี 9 ขั้น คือ

รูปฌาน 4 , อรูปฌาน 4 และ สัญญาเวทยิตนิโรธ 1

สัญญาเวทยิตนิโรธ คือ การดับสัญญาและเวทนา ผู้ที่จะเข้าสมาบัติขั้นนี้จะต้องเป็นพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ผู้ได้สมาบัติ 8

สมาบัติ 8

สมาบัติ  หมายถึง  ธรรมอันเป็นเครื่องเพ่งพินิจ เป็นที่อยู่ของพระโยคาวจรและอริยะ  เป็นการบำเพ็ญสมถกัมมัฏฐานจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิ จนกิเลสไม่สามารถรบกวนได้ตลอดเวลาที่อยู่ในฌาน มี 8 ระดับ คือ

  1. ปฐมฌาน  ฌานที่สงัดจากกามและกุศลธรรม มีองค์ 5 วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา
  2. ทุติยฌาน  ฌานที่สอง มี องค์ 3  ปีติ สุข เอกัคคตา
  3. ตติยฌาน  ฌานที่สาม มีองค์ 2 สุข และ เอกัคคตา
  4. จตุตถฌาน  ฌานที่สี่ มีองค์ 2 คือ อุเบกขา และ เอกัคคตา
  5. อากาสานัญจายตนะ  อรูปฌานที่ 1 กำหนด อากาศเป็นอารมณ์
  6. วิญญาณัญจายตนะ อรูปฌานที่ 2 กำหนด วิญญาณเป็นอารมณ์
  7. อากิญจัญญายตนะ อรูปฌานที่ 3 กำหนด ความว่างเป็นอารมณ์
  8. เนวสัญญานาสัญญายตนะ อรูปฌานที่ 4 กำหนดภาวะที่จะมีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ เป็นอารมณ์

วิชชา 8

วิชชา  คือ ความรู้แจ้ง หมายถึงความรู้ที่เหนือกว่าความรู้โดยทั่วไป มี 8 อย่าง ดังนี้

  1. วิปัสสนาญาณ  ปัญญารู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง คือ รู้รูปนาม
  2. มโนมยิทธิ  ฤทธิ์ทางใจ
  3. อิทธิวิธี  แสดงฤทธิ์ที่คนทั่วไปทำไม่ได้
  4. ทิพพโสต  หูทิพย์
  5. เจโตปริยญาณ  รู้ใจผู้อื่น ความคิด นิสัยใจคอ
  6. ปุพเพนิวาสานุสติ  ระลึกอดีตชาติได้
  7. ทิพพจักขุ  ตาทิพย์
  8. อาสวักขยญาณ  ทำให้อาสวะสิ้นไป คือ รู้แจ้งในอริยสัจ

อวิชชา 8

อวิชชา  คือ ความไม่รู้ ในที่นี้มุ่งหมายถึงไม่รู้แจ้งในอริยสัจสี่ มี 8 อย่าง ดังนี้

  1. ไม่รู้ทุกข์
  2. ไม่รู้เหตุแห่งทุกข์
  3. ไม่รู้จักความดับทุกข์
  4. ไม่รู้จักวิธีถึงความดับทุกข์
  5. ไม่รู้จักอดีต
  6. ไม่รู้จักอนาคต
  7. ไม่รู้จักทั้งอดีตและอนาคต
  8. ไม่รู้จักปฏิจจสมุปบาท

อริยบุคคล 8

อริยบุคคล คือ บุคคลผู้ประเสริฐ จัดเป็นคู่ตามมรรคผลที่บรรลุ คือ บรรลุมรรคก่อนแล้วจึงบรรลุผลเพราะมรรคเป็นหนทางไปสู่ผล ดังนี้

  1. โสดาปัตติมรรค
  2. โสดาปัตติผล
  3. สกทาคามิมรรค
  4. สกทาคามิผล
  5. อนาคามิมรรค
  6. อนาคามิผล
  7. อรหัตตมรรค
  8. อรหัตตผล