ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่ ๑ : พญามาร

296699_324759337634488_1419495971_n
ชั ย ช น ะ ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ค รั้ ง ที่ ๑  ท ร ง ช น ะ พ ญ า ม า ร
พาหุํ สหสฺสมภินิมฺมิตสาวุธนฺตํ
คฺรีเมขลํ อุทิตโฆรสเสนมารํ
ทานาทิธมฺมวิธินา ชิตวา มุนินฺโท
ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

(คำแปล) พระจอมมุนีได้ชัยชนะพระยามาร ผู้นิรมิตแขนมากตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่คชสารครีเมขล์ พร้อมด้วยเสนา มาโห่ร้องก้องกึกด้วยธรรมวิธีมีทานบารมี เป็นต้น ด้วยเดชแห่งพุทธชัยมงคลนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน
……….มารหรือพญามาร คือผู้ขวางความดี ขัดขวางหนทางของการสร้างบารมี คอยล้างผลาญทำลายความดีของมนุษย์ แล้วชักนำให้คนกระทำในสิ่งที่เป็นบาปอกุศล พอกพูนอาสวะกิเลสให้หนาแน่นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ขวางกั้นไว้ไม่ให้ทำความดีได้เต็มที่ ทำให้มนุษย์ยากที่จะหลุดพ้นจากภพทั้ง ๓ คือกามภพ รูปภพ อรูปภพ ซึ่งเปรียบเสมือนคุกใหญ่ที่คุมขังสัตว์และตรึงเอาไว้ด้วยกิเลสอาสวะซึ่งเป็นเครื่องผูกหย่อนๆ แต่แก้ยากที่สุด ทำให้ต้องระทมทุกข์อยู่ในทะเลแห่งสังสารวัฏเรื่อยไป
……….ในพระไตรปิฏกมีบันทึกไว้หลายแห่ง แต่ก็ไม่ได้บอกลักษณะของมารว่า มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร เราจะเห็นมารตัวจริงได้ ก็ต่อเมื่อใจหยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์แล้วเท่านั้น ซึ่งปกติของมารจะคอยขัดขวางคนทำความดี ให้มีอุปสรรคต่างๆ นานา แต่มารไม่สามารถบังคับผู้มีใจหยุดนิ่งดีแล้ว จะบังคับได้ก็เฉพาะผู้ที่มัวส่งใจไปในเรื่องไร้สาระ ออกนอกศูนย์กลางกายเท่านั้น เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้ชัยชนะพญามาร ในวันที่ตรัสรู้ธรรมใต้ควงไม้พระศรีมหาโพธิ์
……….เรื่องมีอยู่ว่า พญามารได้ตามรังควานพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราตลอดมา นับแต่ทรงออกผนวช ได้พยายามปิดบังเห็น จำ คิด รู้ ของพระองค์เอาไว้ ไม่ให้รู้หนทางสายกลาง ทำให้ต้องใช้เวลาในการบำเพ็ญเพียรและบำเพ็ญทุกรกิริยานานถึง ๖ ปี ในที่สุดเมื่อบารมีแก่รอบ พระองค์ก็สามารถได้ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ เพราะทรงปราบได้ทั้งพระยามารและ เสนามาร
……….ในวันที่พระมหาบุรุษจะตรัสรู้นั้น พระองค์ประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์ หรือที่เราเรียกว่าต้นโพธิ์ หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ทรงมีพระมนัสมั่นคง ทรงนั่งคู้อปราชิตบัลลังก์ ซึ่งแม้ฟ้าจะผ่าลงมาถึงร้อยครั้งก็ไม่แตกทำลาย โดยทรงอธิษฐานว่า เนื้อและเลือดในสรีระจะแห้งเหือดไปหมดสิ้น จะเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูก ก็ตามที เรายังไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ จักไม่ทำลายบัลลังก์นี้
……….ฝ่ายพญามารเห็นดังนั้นก็ทนไม่ได้ คิดว่าหากครั้งนี้เราไม่อาจทำลายความตั้งใจของพระมหาบุรุษได้ พระองค์ก็จักพ้นไปจากอำนาจของเรา จึงได้รวบรวมเสนามารและไพร่พลมารทั้งหมด ยกทัพมาเพื่อปราบพระมหาบุรุษ จำนวนเสนามารอยู่ข้างหน้าของพระยามาร ๑๒ โยชน์ ข้างขวาและข้างซ้ายข้างละ ๑๒ โยชน์ ข้างหลังตั้งอยู่จรดขอบจักรวาล สูงขึ้นเบื้องบน ๙ โยชน์ ซึ่งเมื่อโห่ร้อง เสียงโห่ร้องจะได้ยินเหมือนเสียงแผ่นดินทรุดตั้งแต่พันโยชน์ไป เทวบุตรมารขี่ช้างคิริเมขล์ ๑๕๐ โยชน์ นิรมิตแขนหนึ่งพัน ถืออาวุธนานาชนิด บริษัทมารที่เหลือก็มีรูปร่างที่น่าสะพรึงกลัวที่แตกต่างกันไป ถืออาวุธต่างชนิดกัน พากันมาจู่โจมพระโพธิสัตว์จากทิศทั้งสี่
……….ส่วนเทวดาในหมื่นจักรวาล ขณะที่กำลังยืนกล่าวสดุดีพระโพธิสัตว์อยู่ ท้าวสักกเทวราชยืนเป่าสังข์วิชยุตรซึ่งมีขนาดประมาณ ๑๒๐ ศอก เมื่อเป่าให้กินลมไว้คราวเดียว จะมีเสียงอยู่ตลอด ๔ เดือน ไม่หมดเสียง พญามหากาฬนาคราชยืนพรรณนาพระคุณเพียงเท่านั้น สามารถพรรณาได้เกินกว่าร้อยบท ท้าวมหาพรหมยืนกั้นเศวตฉัตร เมื่อพลมารเข้าไปใกล้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทวยเทพทั้งหมดก็ต้องขนพองสยองเกล้า ตกอกตกใจกันถ้วนหน้า รีบเผ่นหนีไปทันที พญากาฬนาคราชดำดินไปมัญเชริกนาคพิภพซึ่งมีขนาด ๕๐๐ โยชน์ นอนเอามือทั้งสองปิดหน้า ท้าวสักกเทวราชลากสังข์วิชยุตร พร้อมด้วยเหล่าทวยเทพไปยืนอยู่ที่ขอบปากจักรวาลโน่น ท้าวมหาพรหมจับยอดเศวตฉัตรเสด็จหนีไปยังพรหมโลกทันที
……….พระมหาบุรุษ ครั้นต้องถูกทอดทิ้งอยู่พระองค์เดียว มองไม่เห็นใครซักคน หาใครจะมาเป็นที่พึ่งก็มิได้ จึงทรงรำพึงว่า มารเหล่านี้ทำความพากเพียรใหญ่โต เพราะมุ่งหมายเอาเราผู้เดียว ในที่นี้เราไม่มีบิดามารดา หรือญาติพี่น้อง แต่ทศบารมีเท่านั้น เป็นเสมือนบริวารชนที่เราชุบเลี้ยงไว้ตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้น เราควรทำบารมีเท่านั้นให้เป็นยอดของหมู่พล เอาศาสตราคือบารมีนั่นแหละประหาร กำจัดหมู่พลนี้เสีย ว่าแล้วก็ทรงนั่งรำพึงถึงบารมีทั้ง ๑๐ ทัศ รวมไปถึงอุปบารมีและปรมัตถบารมี
……….เมื่อทรงรำลึกถึงพระบารมีทั้ง ๓๐ นี้ แล้ว ก็มิได้ทรงหวาดกลัวอานุภาพของพระยามารและเสนามารเลย แม้พวกเสนามารเมื่อได้รับคำสั่งจากพระยามารแล้ว ก็ไม่อาจเข้ามาใกล้พระมหาบุรุษได้ด้วยอำนาจพระบารมี ถึงจะทำอย่างไร พระมหาบุรุษก็ยังคงประทับนั่งอยู่ที่รัตนบัลลังก์เหมือนเดิมโดยมิได้หวั่นไหว
……….พญามารเห็นว่าบรรดาเสนามิอาจทำอันตรายแก่พระมหาบุรุษได้ก็โกรธ คิดว่าเราจะต้องใช้อาวุธ ๙ ประการ ทำพระมหาบุรุษให้กลัวแล้วหนีไป คิดดังนั้นแล้ว ก็บันดาลให้เกิดพายุใหญ่ พัดมาจากทิศตะวันออก มีกำลังแรงขนาดทำลายภูเขาใหญ่ สูงหนึ่งถึงสองโยชน์ด้วยฤทธิ์ของตน แต่เมื่อลมนั้นพัดมาก็ไม่อาจแม้ยังจีวรของพระมหาบุรุษให้ไหวได้ ต่อมา พญามารก็บันดาลให้มหาเมฆตั้งขึ้น ทำห่าฝนให้ตกลง น้ำฝนไหลนองไปทั่ว แต่ก็ไม่อาจทำให้จีวรของพระมหาบุรุษเปียกนํ้าฝนแม้แต่หยดเดียว
พญามารจึงบันดาลให้ห่าฝนศิลาตกลงมาทำลายยอดเขาน้อยใหญ่ บังเกิดเป็นเปลวไฟ มีควันตลบขึ้นไปในอากาศ แต่พอมาถึงพระมหาบุรุษก็กลับกลายเป็นดอกไม้ทิพย์บูชาพระองค์ พญามารยังไม่ลดละความพยายามได้บันดาลให้ห่าฝนอาวุธวิเศษนานาชนิดตกลงมา เมื่อตกลงก็เป็นเปลวไฟ แต่เมื่อจะมาถึงพระวรกายของพระมหาบุรุษ ก็กลายเป็นดอกไม้ทิพย์บูชาพระมหาบุรุษอีก
……….พญามารเห็นดังนั้นก็บันดาลให้ฝนถ่านเพลิงตกลงมา ฝนถ่านเพลิงนั้นมีสีแดงร้อนแรงราวกะไฟนรกปราศจากเปลวและควัน แต่แล้วฝนถ่านเพลิงนั้นก็กลับกลายเป็นทิพยมาลาตกลงบูชาพระมหาบุรุษ แต่นั้นจึงบันดาลให้ฝนเถ้ารึงอันร้อนแรงตกลงมา ฝนเถ้ารึงนั้นก็กลายเป็นจุณจันทน์ทิพย์เรียงรายบูชาพระมหาบุรุษอีก
……….พญามารเห็นดังนั้น จึงบันดาลให้ห่าฝนทรายกรดอันละเอียด เป็นควันเป็นเปลวตกลาลงจากอากาศ แต่ฝนทรายกรดนั้นก็กลับกลายเป็นดอกไม้และแก้วมณี ตกลงทั่วบริเวณรอบพระศรีมหาโพธิ์นั้น ต่อมาพระยามารก็บันดาลให้ฝนเปือกตม อันร้อนระอุด้วยเปลวไฟตกลงมา ฝนเปือกตมนั้นก็กลับกลายเป็นเครื่องลูบไล้อันมีกลิ่นหอม ลงมาบูชาแทบพระบาท
……….ต่อแต่นั้นได้บันดาลให้เกิดความมืดมนอนธการ อันประกอบด้วยองค์ ๔ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษจะตกพระทัยแล้วเสด็จหนีไป แต่ก็ปรากฏเป็นแสงสว่างของดวงอาทิตย์มาลบล้างความมืดนั้นให้หายไป
……….เมื่อพระยามารไม่อาจที่จะทำอันตรายพระมหาบุรุษด้วยฤทธิ์ของตนได้ ก็กริ้วโกรธยิ่งนัก เร่งให้ไพร่พลเข้าไปจับพระมหาบุรุษมาฆ่าเสีย ตัวพระยามารเองไสช้างคิริเมลข์ เข้าไปใกล้ต้นโพธิ์ กวัดแกว่งอาวุธร้องประกาศว่า ดูก่อนสิทธัตถะ ท่านจงลุกขึ้นจากบังลังก์นี้ รัตนบัลลังก์นี้ไม่ควรแก่ท่าน ควรแก่เราต่างหาก
……….พอพระมหาบุรุษถามถึงพยาน พญามารก็มองดูบริวารของตนแล้วกล่าวว่า “ชนเหล่านี้เป็นพยานของเรา” เสนามารก็พากันโห่ร้องรับกันลั่นไปทั่วเทวโลก
……….พระมหาบุรุษตรัสว่า “รัตนบัลลังก์นี้ บังเกิดขึ้นด้วยบุญของเรา หาได้เกิดเพราะบุญของท่านไม่ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ยอมลุกขึ้นเด็ดขาด”
พญามารได้ฟังเช่นนั้น ก็กริ้วโกรธเป็นกำลัง กวัดแกว่งจักราวุธหมายจะทำอันตรายพระมหาบุรุษ แล้วขว้างไป จักราวุธนั้นก็พลันกลายเป็นเพดานกางกั้นพระมหาบุรุษในเบื้องบน บรรดาเสนามารก็ขว้างอาวุธน้อยใหญ่ตามเข้าไป อาวุธเหล่านั้นก็กลายเป็นบุปผชาติตกลงยังพื้นดินทั้งสิ้น
……….พญามารขู่ว่า ท่านไม่รู้จักกำลังของเราเสียแล้ว เรามีพหลโยธามากมาย มีอาวุธครบครัน ตัวท่านนั้นเล่ามีลำพังคนเดียว ปราศจากโยธาทั้งอาวุธ ยังมากล้าลองดีกับเรา”
……….พระมหาบุรุษตรัสตอบว่า “ดูก่อนมาร แม้ตัวท่านก็ไม่รู้กำลังของเรา เราได้บำรุงเลี้ยงไพร่พลไว้มากมาย มีอาวุธพร้อมมือ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่กลัวท่าน บารมี ๓๐ ทัศนี้ เป็นโยธาของเรา ปัญญาอันคมกล้าเป็นอาวุธของเราที่เราสั่งสมมาช้านาน สามารถนำออกใช้การได้ทันที”
……….พระมหาบุรุษได้ตรัสว่า พยานที่รู้เห็นการกระทำของเราไม่มี แต่พื้นดินอันหาวิญญาณมิได้นี้เป็นพยานของเรา เมื่อพระองค์ได้เอ่ยอ้างเอามหาทานบารมีที่เคยสั่งสมเอาไว้ตั้งแต่สมัยเป็นพระเวสสันดรเป็นต้น แผ่นดินนี้ก็สะเทือนหวั่นไหวถึง ๗ ครั้ง และไหวในสมัยอื่นอีกมากมาย เมื่อตรัสเช่นนี้แผ่นดินก็หวั่นไหวขึ้นเสมือนหนึ่งรับรองพระดำรัสของพระองค์
……….ฝ่ายเจ้าแม่ธรณีมิอาจนิ่งอยู่ได้ เมื่อถูกพระมหาบุรุษอ้างเป็นพยาน จึงได้บันดาลเป็นรูปนารีผุดขึ้นจากพื้นดิน ปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระมหาบุรุษร้องประกาศว่า ข้าแต่พระมหาบุรุษ ข้าพระองค์ทราบอยู่ซึ่งบุญที่พระองค์สั่งสมมาตั้งแต่ต้น ด้วยว่าน้ำทักษิโณทกที่พระองค์หลั่งลงเหนือพื้นปฐพีนั้น ได้ตกลงชุ่มอยู่ในมวยผมของข้าพระองค์มากมายประมาณมิได้ ข้าพระองค์จะได้บิดนํ้าในมวยผมให้ไหลออกมาประจักษ์แก่นัยนา ณ บัดนี้ ว่าแล้วก็บิดนํ้าจากมวยให้ไหลออกมา น้ำนั้นมากมายไหลล้นท่วมท้นเสนามารทั้งหลายให้ลอยไป แม้ช้างครีเมลข์ก็ไม่อาจยืนอยู่ได้ ก็ลอยนํ้าไปจนถึงมหาสมุทร
……….พญามารเห็นเช่นนั้นก็อัศจรรย์ใจ ครั่นคร้ามในพระเดชานุภาพ มหาปฐวีก็ป่วนปั่นกัมปนาท มหาเมฆร้องครืนครั่นปานภูเขาจะถล่มทลาย เทพเทวาก็พากันประโคมดนตรีอยู่ลือลั่น ทั่วจักรวาลก็โกลาหลสะท้านสะเทือน ทันใดนั่นเอง อสนีบาตก็ฟาดเปรี้ยงลงมา หมู่มารทั้งหลายต่างตื่นตระหนกตกใจกลัวเดชานุภาพของมหาบุรุษ ได้แตกพ่ายกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง แม้พญามารก็เกรงพระเดชาบารมีหลบลี้หนีหน้าไปซ่อนเร้นด้วยความเสียใจ ออกปากกล่าวสรรเสริญฤทธานุภาพ ประนมมือนมัสการอัญชลีว่า บุคคลใดในโลกและเทวโลก ที่จะเสมอด้วยพระองค์ไม่มี พระองค์จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า มีพระเดชครอบงำชำนะมาร จะขนสัตว์ผู้ชาญฉลาดให้ข้ามพ้นโอฆะกันดาร บรรลุฝั่งมหานฤพานอันเกษมสุขสวัสดี ในคราวนี้แน่นอน
……….เป็นอันว่าพระพุทธเจ้าของเราได้ทรงชนะมารและเสนามารตั้งแต่ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อทรงชนะมารแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียรโดยมิย่อท้อ ในเวลาปฐมยามก็ได้ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติในหนหลังได้ว่า ในชาตินั้นๆ พระองค์ได้เกิดที่ไหน เป็นอะไรมีชื่อและโคตรอย่างไร เป็นต้น ในเวลามัชฌิมยามทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ รู้การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายว่า สัตว์นั้นทำกรรมอะไร ตายแล้วจึงไปเกิดในที่นั้นๆ ในเวลาปัจฉิมยามทรงบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมกับอรุณรุ่งในวันใหม่ วันที่พระองค์ตรัสรู้นั้นเป็นวันเพ็ญกลางเดือนหก
……….ความมหัศจรรย์หลายๆ อย่างได้บังเกิดขึ้น คือโลกันตริกนรกกว้าง ๘ พันโยชน์ในระหว่างจักรวาลทั้งหลาย ไม่เคยสว่างแม้ด้วยแสงอาทิตย์ ๗ ดวง ก็ได้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน มหาสมุทรลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ได้กลายเป็นน้ำหวาน แม่นํ้าทุกสายพร้อมเพรียงกันไม่ไหล คนบอดแต่กำเนิดแลเห็นรูปได้ คนหนวกแต่กำเนิดก็ได้ยินเสียง คนง่อยเปลี้ยแต่กำเนิดก็สามารถเดินได้อย่างสบาย เครื่องจองจำคือขื่อคาเป็นต้นก็ขาดตกไปเอง
……….พวกเหล่าเทพยดา ครั้นเห็นญามารแตกพ่ายไป ก็ชื่นชมแซ่ซ้องสาธุการ กล่าวสรรเสริญพระคุณเป็นการใหญ่ว่า พระสัทธัตถะเป็นมนุษย์ยังอาจเอาชนะมารได้ อานุภาพเห็นปานนี้ ควรที่ชาวโลกจะน้อมเศียรลงบูชา พระองค์ผู้เที่ยงแท้ที่จะเป็นพระบรมศาสดาจารย์ของมวลมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย
……….อัจฉริยภูตธรรมมากมายได้ปรากฏเกิดขึ้น พระมหาบุรุษได้รับการบูชาจากเทวดาทั้งหลาย พระองค์ได้ทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณอันยอดเยี่ยม แล้วจึงทรงเปล่งอุทานว่า
……….เราแสวงหานายช่างผู้กระทำเรือน เมื่อไม่ประสบ ได้ท่องเที่ยวไปยังสงสารมิใช่น้อย การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ นี่แน่ะนายช่างผู้กระทำเรือน เราเห็นท่านแล้ว ท่านจักไม่ได้กระทำเรือนอีกต่อไป ซี่โครงทั้งหมดของท่านเราหักเสียแล้ว ยอดเรือนเราก็กำจัดแล้ว จิตของเราถึงวิสังขารคือพระนิพพานแล้ว เราได้ถึงความสิ้นตัณหาแล้ว ดังนี้
……….การชนะพระยามารครั้งนี้ ถือว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับแรกใน ชัยมงคลกถา จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า ตราบใดที่กิเลสอาสวะภายในของเรายังไม่หมด ก็ต้องถูกมารตามรังควานเหมือนกัน ตัวตนของมารที่แท้จริงนั้นมีจริงๆ มิใช่เป็นเพียงเรื่องปรุงแต่งขึ้นมาเป็นปุคลาธิฐานเท่านั้น และมารก็มีอานุภาพมาก ผู้ที่จะถูกเขาบังคับบัญชาได้ง่าย ก็คือผู้ที่ไม่ค่อยฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง ปล่อยใจให้เลื่อนลอย ปล่อยชีวิตให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ส่งใจไปในเรื่องนอกตัว มัวไปยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ต่างๆ ทำให้ประมาทในการรักษาใจให้หยุดนิ่ง
……….มีที่ๆ หนึ่งที่เราจะไม่ถูกพญามารบังคับบัญชาได้ คือที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ที่ตรงนี้เป็นหลุมหลบภัยที่ดีที่สุด เราจะปลอดภัยจากมารทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกิเลสมาร ขันธมาร อภิสังขารมาร มัจจุมารหรือเทวปุตตมารก็ตาม ไม่สามารถมาบังคับใจของเราได้ เพราะฉะนั้น เราทั้งหลายจึงไม่ควรประมาท แต่จะใช้เวลาที่ผ่านไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการน้อมนำใจให้มาหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายให้ได้เป็นประจำทุกๆ วันอย่างสมํ่าเสมอ เพื่อจะได้พบที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุด คือพระรัตนตรัย ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะแก้วคุ้มกันภัยชั้นเลิศ
……….หากท่านใดหมั่นสวดสรรเสริญพุทธมนต์บทนี้เป็นประจำ จะทำให้เป็นผู้มีชัยชนะต่อศัตรูหมู่ภัยพาลทั้งหลาย ศาตราวุธ เขี้ยวงา หมอเสน่ห์ เล่ห์กล มนต์คาถา เจ้าทรงผีสิงไม่กล้ามากลํ้ากรายกันเลยทีเดียว หรือแม้หากอมนุษย์เข้าสิงร่างของใคร ก็สามารถช่วยขับไล่ให้หนีไปได้ด้วยอำนาจพุทธมนต์บทนี้ ยิ่งสวดสรรเสริญบ่อยๆ ด้วยจิตที่เลื่อมใส บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ก็จะบังเกิดขึ้น เพราะการสรรเสริญพระพุทธคุณนั้น มีอานิสงส์เป็นอจินไตย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s