ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่ ๒ : อาฬวกยักษ์

อาฬวกยักษ์_พาหุง

อาฬวกยักษ์_พาหุง

ชั ย ช น ะ ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ค รั้ ง ที่ ๒
ท ร ง มี ชั ย ช น ะ แ ก่ อ า ฬ ว ก ยั ก ษ์

มาราติเรกมภิยุชฺฌิตสพฺพรตฺตึ
โฆรมฺปนาฬวกมกฺขมถทฺธยกฺขํ
ขนฺตีสุทนฺตวิธินา ชิตวา มุนินฺโท
ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

(คำแปล) พระจอมมุนีได้ชัยชนะต่ออาฬวกยักษ์ ผู้มีจิตสันดานหยาบกระด้าง ปราศจากความอดทน มีฤทธิ์พิลึกยิ่งกว่าพระยามาร ผู้เข้ามาต่อสู้จนตลอดทั้งคืน ด้วยวิธีทรมานอย่างดี คือ พระขันติธรรม ด้วยเดชแห่งชัยชนะของพระพุทธเจ้านั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน(ผู้อ่านทั้งหลาย)เถิด

……….พระบรมศาสดาของเรา กว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ต้องบำเพ็ญบารมียาวนานถึง ๔ อสงไขย แสนมหากัป ทรงมีขันติธรรมเป็นเลิศ มีความเพียรพยายามนำตนให้หลุดพ้นจากทุกข์ตลอดเวลา และสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งก็คือว่า นอกจากเพียรพยายามเพื่อพระองค์เองแล้ว ยังมีพระทัยมุ่งมั่นที่จะให้สรรพสัตว์หลุดพ้นตามอีกด้วย จึงทรงสั่งสมบารมีอย่างยิ่งยวด ทรงยอมสละได้แม้เลือดเนื้อและชีวิตเป็นทาน เพื่อให้ได้มาซึ่งพระสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ เพราะฉะนั้น คราใดที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทำความสว่างได้บังเกิดขึ้นในโลก พระองค์ย่อมประกาศธรรมอันให้ถึงความเข้าไประงับทุกข์ได้ พระพุทธองค์ทรงเป็นประดุจแสงสว่างของโลก เป็นประทีปเอกที่ส่องนำทางชีวิตให้มนุษยชาติหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานทั้งปวง หลุดพ้นจากการบังคับบัญชาของกิเลสอาสวะ ถ้าหากไม่มีบุคคลเช่นพระองค์บังเกิดขึ้นแล้ว มนุษยชาติก็จะไม่พบกับสันติสุขที่แท้จริงได้เลย
……….สำหรับชัยชนะครั้งที่ ๒ นี้เป็นชัยชนะที่ได้มาโดยทรงอาศัยขันติธรรมเป็นเลิศ และด้วยกระแสแห่งเมตตานุภาพอันไม่มีประมาณ มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยพุทธกาล พระราชาเมืองอาฬวีได้ถูกยักษ์จับเพื่อกินเป็นอาหาร แต่พระองค์ทรงทำสัญญากับยักษ์ว่า ถ้าหากยักษ์ปล่อยพระองค์ไปในครั้งนี้ พระองค์จะส่งคนมาให้กินเป็นอาหารทุกวัน เพราะฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรงรอดชีวิตมาได้ ก็รับสั่งให้อำมาตย์ส่งนักโทษนำอาหารใส่ถาดทอง ไปให้ยักษ์กินที่ใต้ต้นไทรใหญ่ เมื่อนักโทษผู้เคราะห์ร้ายไปถึงโคนต้นไทร เขาก็ถูกยักษ์จับกินเป็นอาหารเหมือนกับกินหัวมัน กล่าวกันว่าร่างกายมนุษย์ทั้งหมด แม้กระทั่งเส้นผม ก็กลายเป็นเหมือนก้อนเนยแข็งด้วยอานุภาพของยักษ์ิ์
……….ผู้ที่ตามนักโทษนั้นไปได้เห็นแล้วก็สะดุ้งกลัวหนีกลับมาบอกเล่าแก่เพื่อนๆ และหมู่ญาติให้ฟัง ทำให้มหาชนไม่กล้าทำผิดวินัยบ้านเมือง งดเว้นจากโจรกรรม เพราะรู้ว่าพระราชาจะส่งโจรไปให้ยักษ์กิน ต่อมาเมื่อเรือนจำว่างจากนักโทษ พระราชาก็รับสั่งให้นำเด็กทารกเกิดใหม่ส่งไปให้ยักษ์กิน ทำให้หญิงใดที่ใกล้จะคลอดลูก ก็ต้องหลบหลีกไปคลอดที่อื่น เพราะเกรงว่าลูกจะถูกนำไปให้ยักษ์กิน จึงเหลือแต่อาฬวกุมารเพียงพระองค์เดียว ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังตัดสินพระทัยให้นำพระกุมารไปส่งให้ยักษ์กินเป็นอาหาร
……….ในวันนั้น พระบรมศาสดาประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร เสด็จลุกขึ้นตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่งด้วยพุทธจักษุ ทรงทราบอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของอาฬวกยักษ์ และการได้ธรรมจักษุของสัตว์ ๘๔,๐๐๐ เพราะฉะนั้นเมื่ออาทิตย์อุทัยแล้ว พระองค์ทรงเสด็จออกจากเมืองสาวัตถีไปยังที่อยู่ของยักษ์ เป็นระยะทางไกล ๓๐๐ โยชน์ พระองค์ได้เสด็จเข้าไปประทับยืนอยู่ที่ประตูวิมานของยักษ์
……….บังเอิญว่า อาฬวกยักษ์ไปประชุมสมาคมของยักษ์ที่หิมวันตประเทศ เมื่อได้ทราบข่าวก็โกรธเป็นกำลัง ลุกขึ้นยืนบนพื้นมโนศิลาด้วยเท้าซ้าย ให้เท้าขวาเหยียบบนยอดเขาไกรลาศ ทำลมให้ตั้งขึ้นด้วยคิดว่า จักทำลายพระพุทธเจ้า ลมพายุใหญ่ได้ตั้งขึ้น พุ่งตรงไปยังอาฬวีนคร ทำสถานที่ต่างๆ ให้แหลกลาญ พัดหลังคาให้ลอยไปในอากาศ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานว่า ขอภัยพิบัติอย่าได้มีแก่ใครๆ เมื่อลมเหล่านั้นมาถึงพระองค์ ก็ไม่อาจแม้ทำให้ชายจีวรของพระองค์ให้ไหวได้
……….ต่อแต่นั้นอาฬวกยักษ์ก็ทำห่าฝนให้ตกลง ด้วยคิดว่าจะใช้น้ำท่วมสมณะให้ตาย ฝนทั้งหลายอันต่างด้วยก้อนเมฆตั้งร้อยตั้งพัน ก่อตัวขึ้นแล้วก็ตกลงมา ด้วยความเร็วแรงของน้ำฝน แผ่นดินก็แตกเป็นช่องๆ มหาเมฆตั้งขึ้นบนราวป่า แต่ก็ไม่อาจทำให้แม้หยาดน้ำสักหยดเปียกจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ี
……….อาฬวกยักษ์ ทำฝนแผ่นหินให้ตกลงมายอดเขาใหญ่ๆ พ่นควันลุกโพลงลงมาทางอากาศ พอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็สำเร็จเป็นดอกไม้ทิพย์ไปทันที อาฬวกยักษ์ทำฝนเครื่องประหาร ฝนถ่านเพลิง ฝนเถ้ารึง ฝนทรายให้ตกลงมา แต่ฝนเหล่านั้นก็กลายเป็นของหอมอันเป็นทิพย์มาบูชาพระพุทธองค์ี
……….ยักษ์นั้นเมื่อไม่อาจทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหนีไปได้ด้วยเดชของตน จึงเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า เกลื่อนกล่นไปด้วยภูตผีมีรูปร่างน่ากลัวต่างๆ ในมือถือเครื่องประหารนานาชนิด แต่ภูตเหล่านั้นไม่อาจเข้าใกล้พระองค์ ดุจแมลงวันไม่อาจตอมก้อนเหล็กที่ลุกโพลงได้ ได้แต่คุกคามพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่แต่ไม่อาจทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหวั่นไหวได้
……….เมื่อครึ่งคืนผ่านไป อาฬวกยักษ์คิดว่า เราจะต้องปล่อยผ้าทุสสาวุธอันใครๆ เอาชนะไม่ได้ อาฬวกยักษ์คิดดังนั้นแล้วจึงแก้ทุสสาวุธยกชูขึ้นถือไว้ เหาะเวียนวนอยู่ใกล้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า ปล่อยทุสสาวุธไปในอากาศ ทุสสาวุธมีเสียงน่าสะพรึงกลัวในอากาศ ประดุจสายฟ้าพ่นควันลุกโพลงมาถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็กลายเป็นผ้าเช็ดพระบาทตกลงที่บาทมูลของพระองค์ทันที อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้นก็รู้สึกหมดหวัง เหมือนงูที่ถูกถอดเขี้ยวหมดพิษสงอีกต่อไป
……….กล่าวกันว่า ในโลกนี้มีอาวุธที่ประเสริฐ ๔ ชนิด คือ ๑.วชิราวุธของพระอินทร์ ๒. คทาวุธของท้าวเวสสวัณ ๓. นัยนาวุธของพระยายม ๔. ทุสสาวุธของอาฬวกยักษ์
……….ความร้ายแรงของอาวุธเหล่านี้มีเล่าว่า ได้ยินว่าเมื่อพระอินทร์ทรงพิโรธแล้ว จะฟาดวชิราวุธลงบนเขาสิเนรุ วชิราวุธนั้นสะเทือนภูเขาสิเนรุซึ่งสูงถึง ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์ พึงลงไปถึงเบื้องบน ส่วนคทาของท้าวเวสสวัณทรงปล่อยไปในเวลาที่ท่านยังเป็นปุถุชนนั้น ได้ตกลงบนศีรษะของยักษ์หลายพันตน แล้วกลับมาสู่วงแขนของท้าวเวสสวัณตามเดิม ส่วนพวกกุมภัณฑ์จำนวนหลายพันเป็นอันมาก พอสักว่าพระยายมพิโรธแล้ว จ้องดูด้วยนัยนาวุธเท่านั้น พวกกุมภัณฑ์หลายพัน ล้มพินาศไปทันที
……….สำหรับอาฬวกยักษ์นั้นโกรธแล้ว หากปล่อยทุสสาวุธไปในอากาศ ฝนจะไม่ตกเป็นเวลา ๑๒ ปี ถ้าปล่อยลงไปในแผ่นดิน ต้นไม้และต้นหญ้าจะเหี่ยวแห้งไม่งอกอีกใน ๑๒ ปี ถ้าปล่อยลงในมหาสมุทรน้ำก็จะแห้งหมดเหมือนหยาดนํ้าบนกระเบื้องที่ร้อน ถ้าปล่อยไปที่ภูเขา ภูเขาก็ทำลายเป็นท่อนเล็กท่อนใหญ่กระจัดกระจาย
……….เมื่อทุสสาวุธของอาฬวกยักษ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ แต่กลายเป็นผ้าเช็ดพระบาท อาฬวกยักษ์จึงท้อแท้ใจ แต่ก็ยังไม่หมดหวัง ได้ตรวจดูว่า เหตุใดหนอ พระสมณะจึงไม่กลัว ก็ได้เห็นว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งอยู่ในเมตตาธรรม จึงคิดว่าเอาเถิดเราจะทำให้สมณะนี้โกรธ ว่าแล้วก็ขับไล่พระพุทธองค์ให้ออกไป ด้วยคำว่า จงออกไปสมณะ ข้าพเจ้าผู้เป็นเจ้าของวิมานยังไม่อนุญาตให้ท่านเข้าไป ท่านใช้ของที่เจ้าของยังไม่อนุญาต
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่ายักษ์นี้เป็นผู้กระด้าง ใครๆ ไม่อาจสั่งสอนได้ หากว่าแสดงอาการกระด้างตอบ การเสด็จมาของพระองค์ก็จะไร้ผลเสีย ฉะนั้น เมื่อยักษ์บอกให้ออกไป พระองค์ก็เสด็จออกไปโดยดี อาฬวกยักษ์เห็นดังนั้นก็มีจิตอ่อนโยนด้วยคิดว่า สมณะนี้ว่าง่ายจริง เราบอกคำเดียวก็ออกไปแล้ว การออกไปเสียได้เป็นการดี เราสามารถชนะสมณะนี้ด้วยคำพูดเพียงเท่านี้ เสียแรงเปล่าโดยไม่สมควรที่เราต่อยุทธกับสมณะนี้อยู่ตั้งครึ่งค่อนคืนด้วยอาวุธร้ายแรง
……….ยักษ์ได้ทดลองสั่งให้พระบรมศาสดาเสด็จเข้า-ออกอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง เพื่อทดลองดูว่า พระองค์เป็นผู้ว่าง่ายจริงหรือเปล่า พอครั้งที่ ๔ ก็เกิดความคิดชั่วว่า ดีหละ เราจะทำให้สมณะนี้ลำบากตลอดคืนด้วยการเข้าๆ ออกๆ อย่างนี้แหละ ว่าแล้วก็สั่งว่า ท่านจงออกไปสมณะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่ออกไปหละ ท่านจงกระทำกิจที่ท่านควรทำเถิด
……….เมื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จออกไปตามคำสั่ง ก็ตั้งใจจะถามปัญหาที่ค้างคาใจมานาน เนื่องจากอาฬวกยักษ์เคยถามปัญาหากะดาบสและปริพาชกผู้มาสู่วิมานของตน ในเวลาที่ท่านเหล่านั้นมาทางอากาศ เมื่อตอบปัญหาไม่ได้ ยักษ์จึงควักหัวใจของท่านเหล่านั้นขยี้ทิ้งเสีย ยักษ์นึกถึงปัญหาเหล่านี้ได้ จึงกล่าวกับพระบรมศาสดาว่า ดูก่อนสมณะ ข้าพเจ้าถามปัญหากะท่าน ถ้าท่านไม่ตอบ ข้าพเจ้าจักควักดวงจิตของท่านออกโยนทิ้ง จักฉีกหัวใจของท่านหรือจักจับเท้าทั้งสองของท่าน แล้วขว้างไปที่ฝั่งแม่นํ้าคงคา
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรายังมองไม่เห็นบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ที่จะควักจิตของเราโยนทิ้ง จะพึงฉีกหัวใจของเราหรือจับเราที่เท้าทั้งสองแล้วขว้างไปที่ฝั่งคงคาได้ ดูก่อนยักษ์ เมื่อท่านหวังจะถามปัญหาก็ถามเถิด ข้าพเจ้าจักตอบทุกอย่าง อาฬวกยักษ์จึงได้เริ่มทูลถามว่า
……….อะไรหนอ เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐของคนในโลกนี้ อะไรหนอ ที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรหนอเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่อย่างไร ว่าประเสริฐสุด
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์อันประเสริฐของ คนในโลกนี้ ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว นำความสุขมาให้ ความสัตย์แลเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่าประเสริฐสุด
……….อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า คนข้ามโอฆะได้อย่างไรหนอ ข้ามอรรณพได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไร บริสุทธิ์ได้อย่างไร
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา
……….อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า คนได้ปัญญาอย่างไรหนอ ทำอย่างไร จึงจะหาทรัพย์ได้ คนได้ชื่อเสียงอย่างไรหนอ ทำอย่างไรจึงจะผูกมิตรไว้ได้ คนละโลกนี้ไปสู่โลกหน้า ทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศก
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์ เพื่อบรรลุนิพพาน ฟังอยู่ด้วยดีย่อมได้ปัญญา เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้ฉลาด เป็นผู้ทำเหมาะเจาะ ไม่ทอดธุระ เป็นผู้หมั่น ย่อมหาทรัพย์ได้ คนย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้ บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธา มีธรรม ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก เชิญท่านถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่นดูซิว่า ในโลกนี้มีอะไรยิ่งไปกว่าสัจจะ ทมะ จาคะ และขันติ
……….อาฬวกยักษ์กราบทูลว่า ทำไมหนอ ข้าพเจ้าจึงจะต้องถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากในบัดนี้ วันนี้ข้าพเจ้ารู้ชัดถึงสัมปรายิกประโยชน์ พระพุทธเจ้าเสด็จมาอยู่เมืองอาฬวี เพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ วันนี้ข้าพเจ้ารู้ชัดถึงทานที่บุคคลให้ในที่ใดมีผลมาก ข้าพเจ้าจักเที่ยวจากบ้านไปสู่บ้าน จากบุรีไปสู่บุรี พลางนมัสการพระสัมพุทธเจ้าและพระธรรมซึ่งเป็นธรรมที่ดี
……….ในที่สุดแห่งการทูลถามปัญหา ๘ ข้อ อาฬวกยักษ์ ก็ตั้งอยู่ ในโสดาปัตติผล เพราะในช่วงแรก อาฬวกยักษ์คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าคงไม่อาจตอบปัญหาเหล่านี้ได้ เช่นเดียวกับสมณะพราหมณ์เหล่าอื่นที่ตนเคยถามมาแล้ว จึงเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีชัยชนะ แก่อาฬวยักษ์ผู้มีฤทธิ์อันเป็นชัยชนะประการที่ ๒ ดังที่ได้กล่าวไว้ ณ เบื้องต้นด้วยประการฉะนี้
……….การที่ยักษ์ได้เป็นพระโสดาบันนั้น ทำให้ยักษ์มั่นใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาสู่ที่อยู่ของตนก็เพื่อประโยชน์ของตนโดยแท้ ซึ่งทำให้ยักษ์เกิดความซาบซึ้งในพระมหากรุณานั้นยิ่งนัก พร้อมกับที่ยักษ์กล่าวคาถานั้นจบลง ความรุ่งแจ้งแห่งราตรีก็ปรากฏขึ้น ๑ มีเสียงสาธุการเกิดขึ้น ๑ ราชบุรุษได้นำเอาพระราชกุมารมาส่งให้ยักษ์ ๑ ได้มีขึ้นพร้อมๆ กันในขณะนั้น ในที่สุดยักษ์ก็เลิกจับมนุษย์กินเป็นอาหาร กลายมาเป็นผู้สำรวมระวังในศีล ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ทำให้อาฬวกุมารไม่ต้องถูกฆ่า และชาวเมืองก็อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้าโดยแท้
……….เราจะเห็นได้ว่า กว่าพระพุทธเจ้าจะสั่งสอนใครคนใดคนหนึ่งให้เกิดความเลื่อมใส แล้วตั้งใจลงมือปฏิบัติธรรมนั้น ต้องใช้กุศโลบายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ ให้เห็นถึงฤทธานุภาพอันไม่มีประมาณ หรืออาเทศนาปาฏิหาริย์ ดักใจผู้ฟัง แสดงธรรม อย่างพอเหมาะพอดีแก่จริตอัธยาศัยของผู้ฟัง ทำให้มีผู้บรรลุธรรมตามพระองค์นับไม่ถ้วน นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นยอดนักเสียสละ หากรู้ว่าใครมีบุญที่พร้อมจะเข้าถึงธรรม พระองค์ก็จะเสด็จไปโปรดโดยไม่เห็นแก่ความยากลำบาก
……….พระตถาคตเจ้าของเราทรงมีมหากรุณาอันกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ โลกนี้ที่ดูเหมือนกว้างใหญ่ไพศาล แต่มหากรุณาของพระองค์ ในการที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานนั้น กว้างไกลเกินกว่าจักรวาลเสียอีก เพราะฉะนั้น พวกเราเหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะระลึกนึกถึงพระองค์ เอาพระองค์เป็นแบบอย่างในการนำสันติสุขให้บังเกิดขึ้น หมั่นระลึกนึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระองค์ ว่าการบังเกิดขึ้นของพระองค์ท่านนั้น เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มนุษย์ เทวา และสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะพระพุทธเจ้าเป็นอจินไตย ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็เป็นอจินไตย วิบากของผู้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เป็นอจินไตย ย่อมเป็นอจินไตย…
จ บ ชั ย ช น ะ ค รั้ ง ที่ ๒

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s