ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่ ๓ : ช้างนาฬาคีรี

ช้างนาฬาคีรี_พาหุง

ช้างนาฬาคีรี_พาหุง

ชั ย ช น ะ ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ค รั้ ง ที่ ๓
ท ร ง มี ชั ย ช น ะ แ ก่ ช้ า ง น า ฬ า คี รี์

นาฬาคิรึ คชวรํ อติมตฺตภูตํ
ทาวคฺคิจกฺกมสนีว สุทารุณนฺตํ
เมตฺตมฺพุเสกวิธินา ชิตวา มุนินฺโท
ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจอมมุนีได้ชัยชนะต่อช้างตัวประเสริฐชื่อนาฬาคิรี ซึ่งเป็นช้างตกมันหนัก สุดแสนที่จะทารุณร้ายกาจ ด้วยนํ้าคือพระเมตตา ด้วยเดชแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้านั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงบังเกิดมีแก่ท่าน

……….ก่อนจะทราบถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า อยากถามท่านผู้อ่านว่า ตั้งแต่เกิดมา ยกเว้นตัวเราเองแล้ว ใครคือผู้ที่เรารักและเมตตามากที่สุด ? ….ส่วนใหญ่ทุกท่านคงมีคำตอบในใจอยู่แล้วว่า รักคุณพ่อ-คุณแม่ รักสามี-ภรรยา หรือว่าลูกของตัวเอง จะมีสักกี่คนไหม… ที่บอกว่ารักและปรารถนาดีต่อชาวโลกทั้งหมดเท่าๆ กัน อยากให้ทุกคนมีความสุขเหมือนๆ กัน หากมองไปรอบทิศจะหาใครเป็นที่รักและเมตตายิ่งกว่าตนเองแทบจะไม่มีเลย
……….ในล้านๆ คนจะมีก็เพียงหนึ่งเท่านั้นที่รักและเมตตาต่อสรรพสัตว์ยิ่งชีวิต นั่นคือ พระบรมโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย วีรกรรมของการสร้างบารมีอันยิ่งใหญ่ของท่าน ที่ยอมสละชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อความสุขของคนอื่นนั้น เกิดขึ้นนับชาตินับจำนวนครั้งไม่ถ้วน ท่านเป็นผู้ให้มาโดยตลอด ผู้รู้ได้อุปมาเอาไว้ว่า เลือดที่ท่านสละออกเป็นทานมากกว่านํ้าในมหาสมุทร สละเนื้อเป็นทานมากกว่าแผ่นพื้นปฐพี สละศีรษะเป็นทานมากกว่าผลมะพร้าวในชมพูทวีป สละดวงตาเป็นทานมากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า ท่านกล้าสละชีวิตเป็นทานเพื่อหวังพระโพธิญาณ ด้วยหวังว่า เมื่อข้าพเจ้าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จะได้ชี้นำหมู่สัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ ข้ามขึ้นสู่ฝั่งแห่งอมตมหานิพพาน อันเป็นเอกันตบรมสุข
……….ความรักและความปรารถนาดีนี้ มิใช่บังเกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือเพียงภพชาติเดียวเท่านั้น แต่สืบเนื่องกันมายาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน จนกระทั่งพระองค์ท่านได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของโลก เป็นครูของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย พระบรมศาสดาของเราเท่านั้น ที่ทรงมีความรักอันบริสุทธิ์และมีมหากรุณาอันไม่มีประมาณต่อสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า ทรงมีความรักและปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง มีใจเสมอทั้งต่อบุคคลที่มาประทุษร้ายหรือเคารพนอบน้อมต่อพระองค์
……….พระพุทธองค์ทรงมีหฤทัยที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ดุจห้วงมหรรณพที่ให้ความชุ่มฉํ่าเย็นแก่ฝูงปลาทั้งหลาย เป็นประดุจท้องนภาที่กว้างใหญ่ไพศาลให้สกุณาได้เริงร่าโผบิน ไฟไม่ตั้งอยู่ในน้ำ พืชไม่งอกบนหินล้วนๆ หมู่หนอนไม่ดำรงอยู่ในยาพิษ ฉันใด ความโกรธย่อมไม่เกิดแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉันนั้น เพราะพระองค์มีแต่กระแสแห่งความเมตตา พื้นดินไม่หวั่นไหว สมุทรสาครกว้างใหญ่ประมาณไม่ได้ และอากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธเจ้าก็มีมหากรุณาอันหาประมาณมิได้ฉันนั้น
……….ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องตัวอย่างที่พระจอมมุนีทรงได้ชัยชนะช้างนาฬาคีรี ด้วยกระแสแห่งเมตตาจิตอันหาประมาณมิได้ ทำให้ช้างนาฬาคีรีซึ่งถูกมอมเหล้าจนเป็นช้างตกมัน เป็นช้างที่ดุร้ายวิ่งไล่เข่นฆ่าชาวเมือง แต่อาศัยเมตตานุภาพอันเป็นอจินไตยของพระพุทธองค์ ทำให้กลายเป็นช้างเชื่องขึ้นมาทันที ซึ่งนับเป็นหนึ่งในชัยมงคลคาถา ที่พระองค์ทรงได้ชัยชนะเรื่องมีอยู่ว่า
……….สมัยหนึ่ง พระเทวทัตมีความปรารถนาที่จะปกครองสงฆ์เอง ขาดความเคารพในพระพุทธเจ้า จึงได้ทำการคบหากับพระเจ้าอชาตศัตรู แล้วทำสัญญากันว่า มหาบพิตร พระองค์ปลงพระชนม์พระบิดาแล้วจงเป็นพระราชา ส่วนอาตมภาพปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าแล้ว จักเป็นพระพุทธเจ้า อยู่มาวันหนึ่ง พระเทวทัตเข้าไปในโรงช้างตามที่พระราชาทรงอนุญาต แล้วสั่งคนเลี้ยงช้างว่า เราเป็นพระราชญาติ สามารถจะแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในตำแหน่งต่ำไว้ในตำแหน่งสูงได้ สามารถที่จะเพิ่มได้ทั้งเบี้ยเลี้ยงและเงินเดือน วันพรุ่งนี้ พวกท่านจงให้ช้างนาฬาคิรีดื่มเหล้า ๑๖ หม้อ แล้วจงปล่อยไปในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ หากทำตามคำของเรา พวกท่านจะได้รางวัลค่าตอบแทนอย่างงดงามทีเดียว
……….พวกควาญช้างได้ฟังเช่นนั้น ก็หลงเชื่อในคำของพระเทวทัต วันรุ่งขึ้น จึงให้ช้างนาฬาคิรีดื่มเหล้า ๑๖ หม้อ ทำให้ช้างเกิดอาการเมามายอย่างหนัก เป็นช้างตกมัน ดุร้ายเกรี้ยวกราด ไม่มีใครสามารถจะห้ามอยู่ได้ เมื่อถูกปล่อยออกจากโรงช้าง มันจึงวิ่งไปตามถนน เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปกรุงราชคฤห์พร้อมกับภิกษุมากรูปด้วยกัน ทรงพระดำเนินมาถึงตรอกนั้น ช้างเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินมาแต่ไกล ได้ชูงวง หูชัน หางชี้ วิ่งรี่ไปทางพระพุทธองค์์ี
……….ภิกษุสงฆ์ที่ตามเสด็จมาด้วย เห็นดังนั้น ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ช้างนาฬาคิรีตัวนี้ดุร้าย หยาบช้า ฆ่ามนุษย์วิ่งเข้ามาในตรอกนี้แล้ว ขอพระสุคตเจ้าจงเสด็จกลับเถิด” พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้เสด็จกลับ แต่ตรัสบอกว่า มาเถิดภิกษุ เธออย่ากลัวเลย ไม่ใช่โอกาส ไม่ใช่ฐานะ ที่บุคคลอื่นจะปลงชีวิตของตถาคต เพราะพระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่ปรินิพพานด้วยความพยายามของผู้อื่น
……….ภิกษุสงฆ์แม้จะเชื่อในพระดำรัสของพระบรมศาสดา แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงทูลขอร้องให้เสด็จกลับถึงสามครั้ง แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสคำเดิม ในขณะนั้น มหาชนต่างก็รีบหนีขึ้นไปอยู่บนปราสาทบ้าง บนเรือนโล้นบ้าง บนหลังคาบ้าง พวกทีไม่มีศรัทธา ไม่เลื่อมใสไร้ปัญญา ก็พากันกล่าวว่า พระมหาสมณโคดมจะถูกช้างทำร้ายเอา ส่วนผู้มีศรัทธาก็พากันวิจารณ์ว่า วันนี้อานุภาพของพระพุทธเจ้าจะปรากฏเลื่องลือ พวกเราจะได้ดูการต่อยุทธ์ของนาคคือช้างกับนาคคือพระพุทธเจ้า
……….บังเอิญว่า ช่วงนั้นมีหญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่ง เห็นช้างวิ่งมาก็ตกใจกลัววางลูกไว้แล้ววิ่งหนีไป ช้างไล่หญิงนั้นไม่ทัน ก็กลับมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ทารกน้อยผู้น่าสงสาร ทารกนั้นร้องไห้ด้วยความตกใจกลัวยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระมหากรุณาแก่ทารกนั้น จึงตรัสเรียกช้างนาฬาคีรีให้กลับมาหาพระองค์ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ ช้างได้ฟังแล้วก็วิ่งตรงรี่เข้ามาหาพระพุทธเจ้าซึ่งกำลังประทับยืนอยู่กลางถนนพอดี
……….ฝ่ายบรรดาพระมหาสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น ต่างก็รับอาสาที่จะทรมานช้างนาฬาคีรี แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า การทรมานช้างนาฬาคีรีไม่ใช่วิสัยของพระสาวก เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าแล้วทรงห้ามเสีย ขณะนั้นเองท่านพระอานนท์ซึ่งจงรักและภักดีในพระผู้มีพระภาคเจ้ายิ่ง ได้ก้าวออกไปยืนเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคิดว่า ขอช้างจงฆ่าเราเถิด เราจะสละชีวิตฉลองพระคุณของพระองค์ด้วยการตายแทนพระองค์ี
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า “อานนท์จงหลีกไป” ถึง ๓ ครั้ง ท่านพระอานนท์ก็หาได้หลีกไปไม่ คงยืนขวางหน้าอยู่อย่างนั้น ขณะเดียวกันพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแผ่เมตตาจิตไปสู่ช้างนาฬาคีรี ช้างนาฬาคีรีได้สัมผัสกระแสแห่งเมตตาจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็สร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง ลดงวง แล้วลงค่อยๆ เยื้องกรายเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ตรงเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ด้วยความเลื่อมใส
……….ขณะนั้นพระโลกนาถเจ้าทรงยกพระหัตถ์ขวาลูบกระพองช้างนาฬาคีรี พลางตรัสกับช้างว่า “ดูก่อนกุญชร เจ้าอย่าเข้าไปหาพระพุทธนาคด้วยจิตที่คิดจะฆ่า อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ผู้ฆ่าพระพุทธนาคจากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้าจะไม่มีสุคติเลย เจ้าอย่าเมาและอย่าประมาท คนเหล่านั้นประมาทแล้วจะไปสู่ปกติไม่ได้ เจ้านี่แหละจักทำโดยประการที่จักไปสู่สุคติได้ ดูก่อนช้างนาฬาคีรี เจ้านี้เป็นเดรัจฉานได้มีโอกาสพบเราตถาคตในครั้งนี้ นับเป็นกุศลยิ่งนัก ตถาคตนี้อุปมาดังพระยาช้างตัวประสเริฐ ประกอบด้วยคุณของพระอรหันต์ เป็นมิ่งมงกุฏใน ๓ โลก ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าอย่าดุร้ายไล่ทิ่มแทงมนุษย์อีก จงมีเมตตา ยังใจให้โสมนัส อย่าได้ประกอบโทษ จงหมั่นเจริญเมตตาให้ยิ่งขึ้นๆ เจ้าสิ้นชีพแล้วจะได้ไปเกิดในสวรรค์เป็นแท้”
……….ด้วยเมตตานุภาพอันไม่มีประมาณของพระพุทธองค์ ช้างนาฬาคีรีได้ฟังเช่นนั้น ก็มีจิตชื่นชมโสมนัสยิ่งนัก มาตรว่าหากเป็นมนุษย์จะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันอย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเป็นสัตว์เดรัจฉานทำให้คลาดจากการได้บรรลุโลกุตตรธรรมอันยอดเยี่ยม ช้างเอางวงลูบละอองธุลีพระบาทของพระองค์ แล้วพ่นลงบนกระหม่อม ย่อตัวถอยออกไปชั่วระยะที่แลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เดินกลับเข้าไปสู่โรงช้างแล้วยืนอยู่ตามปกติ และนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ช้างนั้นก็มีชื่อใหม่ว่า ช้างธนปาล
……….มหาชนได้เห็นเมตตานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนั้นก็เกิดปีติโสมนัส ต่างก็ได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธองค์ว่า “ชาวเราเอ๋ย ช่างน่าอัศจรรย์จริงหนอ คนบางพวก ย่อมฝึกช้างและม้า ด้วยการใช้ท่อนไม้บ้าง ใช้ขอบ้าง ใช้แส้บ้าง ส่วนสมเด็จพระพุทธเจ้า ผู้มีอานุภาพเป็นอจินไตย ทรงทรมานช้างโดยใช้เพียงนํ้าคือพระเมตตาเข้าลูบความเมาของช้างให้กลายเป็นช้างที่เชื่องยิ่งนัก โอ…อปฺปมาโณ พุทฺโธ พระพุทธเจ้าผู้มีมหากรุณาธิคุณอันไม่มีประมาณ…”
……….เมื่อช้างถวายบังคมกลับไปที่อยู่ของตนแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า ชนทั้งหลายที่ได้เห็นความอัศจรรย์ในครั้งนี้มีมาก หากเราจะเข้าไปบิณฑบาตก็จะได้อาหารเหลือเฟือ แต่อาหารนั้นไม่เป็นของสมควรเพราะได้มาด้วยการแสดงอานุภาพ เมื่อทรงดำริอย่างนั้นแล้วก็ทรงพาภิกษุสงฆ์กลับพระวิหารเวฬุวัน ฝ่ายอุบาสกอุบาสิกาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็ชักชวนกันไปพระวิหาร ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ด้วยความเคารพเลื่อมใส
……….จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า การบังเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า เป็นการบังเกิดขึ้นเพื่อยังสันติสุขให้บังเกิดขึ้นแก่โลกอย่างแท้จริง พระองค์ทรงอุบัติขึ้นเพื่อเปลื้องทุกข์ให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ถึงแม้ว่าบางพระชาติต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน พระพุทธองค์ก็ยอมเพื่อให้ได้มาซึ่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ ควรอย่างยิ่งที่เราจะระลึกนึกถึงพระองค์ เอาพระองค์เป็นแบบอย่างในการสร้างความดี หมั่นระลึกนึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระองค์ ว่า การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าเปรียบเสมือนนํ้าทิพย์ราดรดไฟที่กำลังโหมไหม้ให้ดับเย็น ทรงอาศัยธรรมโอสถรักษาใจของมนุษย์ให้หายเจ็บป่วยจากความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏ ได้พบความสุขอันเกษม เปรียบเสมือนสุริยาที่ทอฉายแสงให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้พบแสงสว่างแห่งชีวิตอันเป็นนิรันดร์ การที่จะระลึกนึกถึงพระองค์ท่าน ก็ควรทำในสิ่งที่พระองค์ท่านอยากจะให้ทำ นั่นก็คือการปฏิบัติบูชา ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน ซึ่งเป็นต้นแหล่งแห่งความสุขและความบริสุทธิ์ ที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวง…..
จ บ ชั ย ช น ะ ค รั้ ง ที่ ๓

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s