ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่ ๔ : องคุลีมาล

ชั ย ช น ะ ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ค รั้ ง ที่ ๔
ท ร ง มี ชั ย ช น ะ ต่ อ อ ง คุ ลี ม า ล โ จ ร

อุกฺขิตฺตขคฺคมติหตฺถสุทารุณนฺตํ
ธาวนฺติโยชนปถงฺคุลิมาลวนฺตํ
อิทฺธีภิสงฺขตมโน ชิตวา มุนินฺโท
ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

พระผู้มีพระภาคเจ้าจอมมุนี
ทรงใช้ใจปรุงแต่งฤทธิ์ให้เป็นอิทธาภิสังขาร ได้ทรงชนะโจรชื่อองคุลีมาล ผู้แสนโหดเหี้ยมร้ายกาจ มีฝีมือฉกรรจ์ ถือดาบวิ่งไล่พระองค์ไป สิ้นทาง ๓ โยชน์ ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
…………..ผู้ใด เคยประมาทในกาลก่อน แต่กลับย้อนไม่ประมาทกาลภายหลัง เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดั่งพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆหมอก ฉะนั้น ผู้ใดทำกรรมอันเป็นบาปแล้ว ย่อมละขาดเสียได้ด้วยกุศล ผู้นั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดุจพระจันทร์ซึ่งพันแล้วจากเมฆหมอก ฉะนั้น ….นี่เป็นอมตวาจาของพระองคุลิมาลอรหันตเจ้า ผู้เคยพลาดพลั้งทำบาปอกุศล เป็นมหาโจรเข่นฆ่ามนุษย์เอาไว้มากมาย แต่อาศัยพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตรแก่ท่าน ทำให้เปลี่ยนวิถีชีวิตจากบุคคลผู้ฝ่ามือเปื้อนโลหิต กลายมาเป็นพระอริยเจ้า ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันเลิศของโลก
……….พระองคุลีมาล ท่านเป็นบุตรนางมันตานี ซึ่งเป็นภรรยาของปุโรหิต ในเวลาที่คลอดออกมานั้นเป็นเวลากลางคืน และเป็นเวลาเดียวกันกับสรรพาวุธทั้งหลายที่มีอยู่ในพระนครได้ปรากฏแสงรุ่งเรืองดุจเปลวไฟ พราหมณ์ปุโรหิตผู้เป็นบิดาจึงรีบออกจากเรือนไปดูดาว ก็เห็นว่าบุตรของตนเกิดด้วยฤกษ์ของดาวโจร
……….พระราชาปเสนทิโกศลตรัสถามว่า “ถ้าเช่นนั้นทารกนั้นจักเป็นอย่างไร” ท่านปุโรหิตกราบทูลว่า ทารกนั้นจักเป็นโจรปล้นชาวบ้าน พระราชาตรัสว่า “โจรเพียงคนเดียวจักทำอะไรได้ เปรียบเหมือนข้าวสาลีรวงเดียวที่มีอยู่ในนากว้างถึงพันกรีส เพราะฉะนั้น ท่านจงเลี้ยงทารกนั้นไว้เถิด อย่าได้ฆ่าทารกน้อยคนนี้เลย” ท่านปุโรหิตจึงตั้งชื่อทารกว่า อหิงสกกุมาร ซึ่งแปลว่ากุมารผู้ไม่เบียดเบียนใคร
……….ต่อมาเมื่ออหิงสกกุมารเจริญวัยขึ้น มารดาบิดาได้ส่งไปศึกษาศิลปวิทยากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ที่เมืองตักกศิลา อหิงสกกุมารนั้นประพฤติตนดี เชื่อฟังคำของอาจารย์ดี จึงเป็นที่รักใคร่ของอาจารย์ ส่วนศิษย์อื่นๆ ก็พากันริษยาอหิงสกกุมาร ปรึกษากันในการที่จะทำให้อหิงสกกุมารแตกกับอาจารย์
……….พวกลูกศิษย์ได้ยุยงอาจารย์ว่า อหิงสกกุมารคิดร้ายต่ออาจารย์ ครั้งแรกอาจารย์ก็ไม่เชื่อ แต่พอถูกลูกศิษย์ยุยงบ่อยเข้าก็คล้อยตาม จึงคิดที่จะฆ่าอหิงสกกุมารเสีย แต่แล้วกลับคิดได้ว่า ถ้าเราฆ่าอหิงสกกุมาร คนทั้งหลายก็จะเล่าลือกันว่าอาจารย์ทิศาปาโมกข์ฆ่าลูกศิษย์ ต่อไปก็คงไม่มีใครมาศึกษาในสำนักของเรา คิดดังนั้นแล้ว จึงบอกอหิงสกกุมารว่า “เธอเรียนศิลปะใกล้จะสำเร็จแล้ว เธอจงไปฆ่าคนอื่นมาให้ได้ ๑ พันก่อน เธอจึงจะสำเร็จเป็นเจ้าโลก”
………. อหิงสกกุมารแม้เป็นคนฉลาดแต่ไม่ได้เฉลียวใจ จึงได้คิดว่า เมื่อรํ่าเรียนวิชาการใดแล้ว ก็ต้องไปให้สุดสายของวิชานั้นๆ จึงจะใช้งานได้ ว่าแล้วก็ตัดสินใจ กราบลาท่านอาจารย์เดินทางเข้าป่าพร้อมด้วยอาวุธครบมือ เพื่อดักฆ่าคนที่จะเข้ามาในป่า แต่เมื่อฆ่าคนแล้ว ก็มิได้ทำอะไรเป็นเครื่องหมาย ได้แต่จำไว้ว่าฆ่าไปแล้วกี่คน ครั้นนานไปก็หลงลืมว่า จำไม่ได้ จึงตัดเอานิ้วมือของคนที่ถูกฆ่าไว้คนละ ๑ นิ้ว ร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องคอ ต่อมา ชาวบ้านได้ขนานนามให้ใหม่ว่า องคุลีมารโจร แปลว่า โจรผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัย
……….พวกชาวบ้านหวาดกลัวกันมาก จึงพากันหนีเข้าไปอยู่ในตัวเมือง กราบทูลร้องทุกข์ต่อพระราชาปเสนทิโกศลทรงรับทราบ ฝ่ายนางพราหมณีผู้มารดา รู้ว่ามหาโจรนั้นก็คือลูกชายสุดที่รักของนางเอง ด้วยความรักลูก นางจึงตัดสินใจออกเดินทางออกนอกเมืองตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปบอกข่าวให้ลูกชายหนีไป
……….ในสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลก ได้เห็นองคุลีมาลปรากฏในข่ายพระญาณ ทรงทราบว่า “เมื่อเราเสด็จไป ความสวัสดีจักมีแก่องคุลิมาลโจร เมื่อเขาได้ฟังคำของเราแล้วจักออกบวชในสำนักของเราแล้วจักได้อภิญญา ๖ แต่ถ้าเราไม่ไปเขาจักฆ่ามารดาแล้วไปสู่อเวจีมหานรก” เช้าวันนั้น พระพุทธองค์เสด็จไปตามที่องคุลีมาลซุ่มอยู่ พวกคนเลี้ยงโคที่เดินสวนมาได้กราบทูลมิให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปทางนั้น “ข้าแต่สมณะ พวกบุรุษรวมกันมากถึง ๔๐ คน เดินไปทางนี้ ก็ยังถูกองคุลีมาลโจรฆ่าตายหมด ท่านอย่าได้ไปทางนั้นเลย” แม้จะทูลห้ามถึง ๓ ครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงนิ่งเสีย แล้วเสด็จดำเนินต่อไปโดยมิได้หวั่นหวาดแม้เพียงนิดเดียว
……….ในขณะนั้น องคุลิมาลโจรได้เห็นมารดาของตัวเองเดินเข้ามาหาแต่ไกล เนื่องจากอกุศลเข้าสิงจิตเสียแล้ว ในใจมีแต่คิดว่าวันนี้จะได้นิ้วมือของหญิงนี้เป็นนิ้วที่หนึ่งพันพอดี แล้วจะได้เป็นเจ้าโลก ว่าแล้วก็เงื้อดาบวิ่งเข้าใส่นางทันที มารดาเห็นลูกชายวิ่งเข้าใส่หมาย ปลิดชีวิตนางเช่นนั้นก็ตกใจ รีบวิ่งหนีทันที
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า องคุลิมาลกำลังจะทำมาตุฆาต อันจะเป็นเหตุให้ตกอเวจีมหานรก จึงแสดงพระองค์ในระหว่างคนทั้งสอง องคุลิมาลก็คิดว่า “ดีล่ะ วันนี้เราไม่ต้องฆ่ามารดา ขอมารดาของเรา จงมีชีวิตอยู่ต่อไปเถิด แต่เราจะปลิดชีวิตพระสมณะรูปงามนี้แทน” เมื่อคิดอย่างนั้นได้ถือดาบและโล่ผูกสอดแล่งธนู ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้า
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ทำให้องคุลิมาลไม่อาจทันพระองค์ผู้เสด็จไปตามปกติได้ องคุลีมาลห้อตะบึงไปเต็มกำลัง ขณะไล่ตามจะถึงอยู่แล้ว ก็เห็นเหมือนพระองค์เดินห่างออกไปไกล แต่ก็ไม่ลดละความพยายาม ทุ่มเทกำลังวิ่งไล่ตามสุดความสามารถ
……….ได้ยินมาว่า ในสมัยที่โลกว่างจากพระพุทธเจ้า องคุลิมาลโจรเคยเกิดเป็นลูกชาวนา ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เปียกนํ้าฝน มีจีวรชุ่ม ถูกความหนาวเบียดเบียน เดินเข้าไปที่เถียงนาของตัวเอง เกิดความเลื่อมใส จึงก่อไฟให้ท่านได้รับความอบอุ่น ด้วยผลกรรมนั้น ทำให้ได้ไปบังเกิดในสุคติสวรรค์อยู่เป็นเวลานาน มาในภพชาติสุดท้าย ผลบุญยังส่งให้ท่านเป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยกำลังเท่าช้างสาร ๗ เชือกและวิ่งได้เร็วมาก
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบันดาลให้เป็นแม่นํ้าบ้าง เป็นหล่มบ้าง เป็นเลนบ้าง อยู่ข้างหน้าองคุลิมาล เป็นดังนี้ตลอด ๓ โยชน์ เขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเต็มที จึงคิดว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมีเลย เมื่อก่อน แม้ช้าง ม้ากำลังวิ่ง รถกำลังวิ่ง เราก็ยังวิ่งตามจับได้ แต่ว่าเราวิ่งจนสุดกำลัง ยังไม่อาจทันสมณะนี้ ผู้เดินไปตามปกติได้” คิดดังนี้แล้ว จึงหยุดยืนกล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “สมณะ หยุด สมณะ หยุด”
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “เราหยุดแล้ว องคุลีมาล ท่านเล่าจงหยุดเถิด” องคุลีมาลคิดว่า “สมณศากยะบุตรมักเป็นคนพูดจริง แต่สมณะรูปนี้เดินไปอยู่แท้ๆ กลับพูดว่า เราหยุดแล้ว องคุลีมาลท่านเล่าจงหยุดเถิด” จึงตะโกนถามไปว่า “ดูก่อนสมณะ ท่านกำลังเดินไป ยังกล่าวว่าเราหยุดแล้ว และท่านยังไม่หยุดยังกล่าวกะข้าพเจ้าผู้หยุดแล้วว่าไม่หยุด ท่านหยุดแล้วเป็นอย่างไร ข้าพเจ้ายังไม่หยุดแล้วเป็นอย่างไร ”
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนองคุลีมาล เราวางอาชญาในสรรพสัตว์ได้แล้ว จึงชื่อว่าหยุดแล้ว ส่วนท่านไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่ายังไม่หยุด ถึงแม้ว่าเธอหยุดอยู่ด้วยอริยาบถยืนในบัดนี้ก็ดี เธอก็จะต้องวิ่งไปในนรก ดิรัจฉาน เปรต อสุรกายในภายหน้า
……….องคุลีมาลได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า “ฟ้าคงประทานให้ท่านผู้นี้มาโปรดเราแล้ว” จึงทูลว่า “ดูก่อนสมณะ ท่านอันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว มาถึงป่าใหญ่เพื่อจะสงเคราะห์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักละบาป เพราะฟังธรรมะจากท่าน” ครั้นกล่าวเสร็จ ก็ได้ทิ้งดาบและอาวุธลงในเหวลึก ทูลของบรรพชากับพระองค์ พระพุทธเจ้าผู้ทรงประกอบด้วยพระกรุณา ได้ตรัสว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ” เพียงเท่านั้นแหละ เพศฆราวาสได้หายไป ไตรจีวรและอัฏฐบริขารได้สวมคล้องกายของท่านทันที เพราะท่านก็เคยสั่งสมบุญเอาไว้มาก จากนั้นก็ตามเสด็จพระพุทธองค์กลับไปวัดพระเชตวัน
……….ทางด้านพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จออกจากพระนครสาวัตถีด้วยขบวนม้าประมาณ ๕๐๐ เสด็จเข้าไปในพระอาราม เพื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลถึงพระราชกรณียกิจที่จะต้องไปปราบโจรองคุลิมาล พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมหาบพิตร ถ้ามหาบพิตรพึงทอดพระเนตรเห็นองคุลีมาลผู้ปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการพูดเท็จ ฉันภัตตาหารหนเดียว ประพฤติพรหมจรรย์ มหาบพิตรจักพึงทำอย่างไรกะเขา”ทางด้านพระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จออกจากพระนครสาวัตถีด้วยขบวนม้าประมาณ ๕๐๐ เสด็จเข้าไปในพระอาราม เพื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลถึงพระราชกรณียกิจที่จะต้องไปปราบโจรองคุลิมาล พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมหาบพิตร ถ้ามหาบพิตรพึงทอดพระเนตรเห็นองคุลีมาลผู้ปลงผมและหนวดครองผ้ากาสายะ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการพูดเท็จ ฉันภัตตาหารหนเดียว ประพฤติพรหมจรรย์ มหาบพิตรจักพึงทำอย่างไรกะเขา”
……….พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงไหว้ พึงลุกรับ พึงเชื้อเชิญด้วยอาสนะ พึงบำรุงเขาด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัชบริขาร หรือพึงจัดการรักษาคุ้มครองป้องกันอย่างเป็นธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่องคุลีมาลนั้นเป็นคนทุศีล มีบาปธรรม จักมีความสำรวมด้วยศีลเห็นปานนี้แต่ที่ไหน”
……….ในขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกพระหัตถ์เบื้องขวาขึ้นชี้ไปทางท่านพระองคุลีมาล ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล ตรัสบอกพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า “มหาราช นั่นไงองคุลีมาล !! ” พระราชาทรงมีความกลัว พระโลมชาติชูชัน เหล่าทหารที่ติดถึงกับขนลุกชูชัน สะดุ้งหวั่นหวาดไปตามๆ กัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “อย่าทรงกลัวเลยมหาบพิตร องคุลีมาลนี้เป็นผู้ ไม่มีภัยต่อใครๆ อีกต่อไปแล้ว” พระราชาเมื่อทรงหายหวาดหวั่น ก็เสด็จเข้าไปหาท่านองคุลีมาล ตรัสถามเพื่อความมั่นใจว่า “บิดาของพระผู้เป็นเจ้ามีโคตรอย่างไร มารดาของพระผู้เป็นเจ้ามีโคตรอย่างไร” “ดูก่อนมหาบพิตร บิดาชื่อคัคคะ มารดาชื่อมันตานี” พระเถระตอบ พระราชาตรัสต่อไปว่า “ท่านผู้เจริญ ขอพระผู้เป็นเจ้าคัคคะมันตานีบุตร จงอภิรมย์เถิด ข้าพเจ้าจักทำความขวนขวาย เพื่อจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัชบริขารแก่พระผู้เป็นเจ้า” ตรัสเสร็จก็ทรงเปลื้องผ้าคาดพุงออกถวายท่านองคุลีมาลด้วย
……….พระราชาได้กราบทูลพระบรมศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์นักไม่เคยมีมา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทรมานได้ซึ่งบุคคลที่ใคร ๆ ทรมานไม่ได้ ทรงยังบุคคลที่ใครๆ ให้สงบไม่ได้ให้สงบได้ ทรงยังบุคคลที่ใคร ๆ ให้ดับไม่ได้ให้ดับได้ เพราะว่าหม่อมฉันไม่สามารถจะทรมานผู้ใดได้แม้ด้วยอาชญา แม้ด้วยศัสตรา แต่ผู้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทรมานได้โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศัสตรา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอทูลลาไปในบัดนี้ หม่อมฉันมีกิจมาก มีกรณียะมาก”
……….เวลาเช้า ขณะที่พระองคุลีมาลเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ชาวบ้านรู้ว่าเป็นองคุลิมาลโจรก็ขว้างก้อนดิน ท่อนไม้ ก้อนกรวดใส่ท่านด้วยความโกรธ พระเถระศรีษะแตกเลือดไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาฏิก็ฉีกขาด เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านได้รับกำลังใจว่า “เธอจงอดกลั้นไว้เถิดพราหมณ์ เธอได้เสวยผลกรรมซึ่งเป็นเหตุจะให้เธอพึงหมกไหม้ในนรกตลอกปีเป็นอันมาก ตลอดร้อยปีเป็นอันมาก ตลอดพันปีเป็นอันมากในปัจจุบันนี้เท่านั้น”
……….มีอยู่วันหนึ่ง ท่านพระองคุลีมาล เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ได้เห็นสตรีคนหนึ่งมีครรภ์แก่หนัก ท่านเดินเข้าไปหาสตรีนั้นแล้วกล่าวกะสตรีนั้นว่า ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดแล้วในอริยชาติ จะได้รู้สึกว่าแกล้งปลงสัตว์เสียจากชีวิตหามิได้ ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด” พอกล่าวเสร็จ ความสวัสดีได้มีแก่หญิงนั้น นางได้คลอดลูกอย่างง่ายดายด้วยสัจจวาจาของท่าน
……….มีอยู่วันหนึ่ง ท่านพระองคุลีมาลหลีกออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท ปรารภความเพียรอย่างสมํ่าเสมอ ในที่สุดท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ท่านเสวยวิมุตติสุขอยู่ตามลำพัง เปล่งอุทานในเวลานั้นว่า
……….ผู้ใด เมื่อก่อนประมาท ภายหลังไม่ประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดังพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ผู้ใดทำกรรมอันเป็นบาปแล้ว ย่อมปิดเสียได้ด้วยกุศล ผู้นั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดุจพระจันทร์ซึ่งพันแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ภิกษุใดแลยังเป็นหนุ่ม ย่อมขวนขวายในพระพุทธศาสนา ภิกษุนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว ดุจพระจันทร์ซึ่งพันแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ขอมนุษย์ทั้งหลายที่เป็นศัตรูของเรา จงคบสัตบุรุษผู้ชวนให้ถือธรรมเถิด ขอจงคบความผ่องแผ้วคือขันติ ขอจงฟังธรรมตามกาลและจงกระทำตามธรรมนั้นเถิด…..
………….พวกชนที่เป็นพาลปัญญาทราม ย่อมประกอบตามซึ่งความประมาท ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนทรัพย์อันประเสริฐฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงอย่าเป็นผู้ประมาท เพราะว่าผู้ไม่ประมาทแล้ว เพ่งอยู่ ย่อมถึงความสุขอันไพบูลย์….. การที่เราได้เข้าถึงธรรมอันประเสริฐสุดนั้น เป็นการถึงดีแล้ว ไม่ปราศจากประโยชน์ ไม่เป็นการผิด วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำแล้ว” ดังนี้ี้
……….ท่านผู้อ่านที่รักทั้งหลาย วิถีชีวิตของคนๆ หนึ่ง บางช่วงจังหวะก็วุ่นวายสับสน บางจังหวะก็อิ่มเอมไปด้วยความสนุกสนานบันเทิง การจะให้ชีวิตสมบูรณ์ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลายนั้น ช่างเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งนัก กว่าชีวิตจะก้าวข้ามพ้นจากความทุกข์ยากลำบาก ไปสู่ความสุขอันเป็นอมตะนิรันดร์กาล บางครั้งก้าวพลาดแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ต้องอาศัยยอดกัลยาณมิตรอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นประทีปธรรมของโลก ซึ่งเปรียบเสมือนนาวาธรรมมาช่วยเหลือเราผู้กำลังจะจมลงในห้วงสมุทรแห่งสังสารวัฏ ชีวิตถึงจะก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย และนั่นก็เป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่อีกวาระหนึ่ง ที่พระองค์ทรงปราบองคุลิมาลโจร ผู้เหี้ยมโหด โดยใช้อิทธานุภาพ ทำให้องคุลิมาลได้เข้าสู่กระแสธรรม เป็นอสีติมหาสาวกองค์สุดท้าย ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่านผู้อ่านให้ได้มีชัยชนะตลอดไปด้วยเทอญ…..
จ บ ชั ย ช น ะ ค รั้ ง ที่ ๔

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s