ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่ ๕ : นางจิญจมาณวิกา

312308_331507233626365_1912965806_n

ชั ย ช น ะ ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ค รั้ ง ที่ ๕
ท ร ง มี ชั ย แ ก่ น า ง จิ ญ จ ม า ณ วิ ก า

กตฺวาน กฏฺฐมุทรํ อิว คพฺภินียา
จิญฺจาย ทุฏฺฐจวนํ ชยกายมชฺเฌ
สนฺเตน โสมวิธินา ชิตวา มุนินฺโท
ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

พระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมมุนีได้ทรงชนะคำกล่าวร้ายของจิญจมาณวิกา ผู้ทำอาการเหมือนหญิงมีครรภ์ ได้ทำไม้สัณฐานกลมผูกติดไว้ ด้วยวิธีที่งดงาม คือความสงบพระทัยในท่ามกลางมหาชน ด้วยเดชแห่งพุทธชัยมงคลนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
……….มีวาระพระบาลีที่ท่านกล่าวเอาไว้ว่า “พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชา ผู้ส่องแสงสว่างไสว ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น เพียงใด ชนทั้งหลายก็พากันบูชาสมณพราหมณ์ เหล่า อื่นอยู่เป็นอันมาก เพียงนั้น แต่เมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระสุรเสียงอันไพเราะ ได้ทรงแสดงธรรมแล้ว เมื่อนั้นลาภและสักการะของพวกเดียรถีย์ก็เสื่อมไป”
……….เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ย่อมบังเกิดขึ้นแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม มีความงดงามไพเราะทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและในเบื้องปลาย เปรียบประดุจบุคคลหงายของที่ควํ่า เปิดของที่ปิด ชี้ทางแก่คนหลงทาง และตามประทีปในที่มืดแก่บุคคลผู้อยากเห็นรูป ฉะนั้น บุคคลผู้ได้ลิ้มรสแห่งอมตธรรมนั้นแล้ว เปรียบดังบุรุษผู้ก้าวย่างลงสู่ท่าน้ำที่สะอาด ได้อาบดื่มกินด้วยความเกษมสำราญ
……….ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเริ่มประกาศพระพุทธศาสนาใหม่ๆ นั้น ได้มีมหาชนศรัทธาเลื่อมใสและออกบวชตามพระองค์เป็นจำนวนมาก มนุษย์และเทวาต่างก็มาฟังธรรมจากพระองค์ จนมีดวงตาเห็นธรรมกันนับไม่ถ้วน เมื่อสาวกของพระองค์มีมากขึ้น พระพุทธศาสนาก็ได้แผ่ขยายกว้างขวางออกไป เกียรติคุณก็ขจรขจายไปทั่วทั้งชมพูทวีป ทำให้พวกเดียรถีย์ซึ่งเป็นนักบวชนอกพระพุทธศาสนา ได้เสื่อมจากลาภสักการะ เป็นเช่นกับแสงของหิ่งห้อยในยามที่พระอาทิตย์ส่องแสง ความศรัทธาที่พวกตนเคยได้รับก็ถดถอยลงไป เพราะคำสอนที่ไม่มีแก่นสารสาระอะไรนั่นเอง ดังนั้น ผู้ที่ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาบางพวก จึงหาทางกำจัดพระพุทธองค์ด้วยการกลั่นแกล้งทุกวิถีทาง เพื่อความอยากเด่นอยากดังของตน
……….พวกเดียรถีย์จึงได้ปรึกษาหารือกันว่า “เพราะพระสมณโคดมแท้ๆ ทำให้พวกเราต้องได้รับความเดือดร้อน ลาภสักการะที่เคยมี ก็หายไปหมด ถ้าหากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ เห็นทีพวกเราคงต้องยํ่าแย่ลงแน่ ต้องรีบหาทางแก้ไขโดยด่วน” ว่าแล้วก็ช่วยกันคิดหาอุบายที่จะทำลายพระพุทธศาสน ในที่สุดก็คิดจะใส่ร้ายพระพุทธเจ้า ด้วยการใช้นางจิญจมาณวิกาเป็นเครื่องมือ
จิญจาสาวงาม ผู้มีใจมืดมน
……….ในสมัยนั้น มีปริพาชิกาคนหนึ่ง ชื่อว่า“จิญจมาณวิกา” นางเป็นหญิง รูปงาม ความงามของนางกล่าวกันว่าเปรียบประดุจเทพอัปสรในสรวงสวรรค์ สวยงามจนมีรัศมีเปล่งออกจากสรีระของนาง พวกเดียรถีย์จึงคิดที่จะใช้นางเป็นเครื่องมือในการทำลายพระพุทธศาสนา เมื่อจิญจมาณวิกาเข้าไปอารามของเดียรถีย์ พวกเดียรถีย์ก็แกล้งกล่าวให้นางเห็นใจว่า “น้องหญิง พระสมณโคดมได้ทำให้พวกเราต้องเสื่อมจากลาภสักการะ ได้รับความลำบาก ถ้าหากเธอปรารถนาจะให้พวกเรามีความสุขล่ะก็ จงหาโทษให้พระสมณโคดมเถิด หากเธอทำได้ ลัทธิของเราก็จะรุ่งเรืองมีคนหันกลับมานับถือมากเหมือนเดิม” นางหลงเชื่อจึงตอบตกลงที่จะทำตามคำแนะนำของพวกเดียรถีย์
………. ในเย็นวันนั้น นางก็ได้เริ่มแผนการที่ไม่น่าเชื่อว่าสาวงามอย่างเธอจะกล้าคิด กล้าพูดและกล้าทำในสิ่งที่กำลังนำไปสู่การเสวยทุกข์ทรมานแสนสาหัสในอเวจีมหานรก นางได้เดินมุ่งหน้าเข้าไปวัดพระเชตวัน แต่งตัวเรียบร้อย ถือดอกไม้ของหอมเข้าไป เดินสวนกับสาธุชนที่ฟังธรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเดินสวนทางกัน ผู้คนก็สงสัย จึงไต่ถามว่า “นี่เธอจะไปไหนล่ะ ?” นางตอบ “ฉันจะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าน่ะซิ่” แต่พอลับสายตาของผู้คน แทนที่นางจะเข้าไปในวัด กลับแวะไปพักค้างที่อารามของพวกเดียรถีย์ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับวัดพระเชตวัน
……….ในตอนเช้า เมื่อสาธุชนออกจากพระนครจะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า นางก็ทำทีเหมือนกับเพิ่งออกมาจากวัดพระเชตวัน แล้วก็เดินสวนทางมา พอถูกถามว่า “แม่นาง เมื่อคืนเธอไปนอนที่ไหนมา” นางก็ตอบ “เมื่อคืนฉันพักอยู่ในวัดพระเชตวันนี่แหละ” นางอดทนทำอย่างนี้อยู่เป็นเดือนๆ เมื่อถูกถามอีก จึงบอก “ฉันพักอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดม” พุทธบริษัทได้ฟังแล้วก็เกิดความคลางแคลงสงสัย ที่เป็นปุถุชนอยู่ บางคนก็เชื่อ แล้วก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นทุกวัน พอล่วงไป ๓-๔ เดือน นางทำเหมือนว่าเริ่มมีท้อง โดยเอาผ้าพันท้องให้ดูหนาขึ้น แล้วให้พวกเดียรถีย์ไปโพนทะนาว่า นางตั้งครรภ์กับพระสมณโคดม เวลาผ่านไป ๙ เดือน นางทำเป็นท้องแก่ โดยเอาไม้กลมวางที่หน้าท้อง แล้วเอาผ้าห่มทับอีกที ให้พวกเดียรถีย์เอาไม้ทุบที่หลังมือหลังเท้าให้ดูบวมขึ้นมา เหมือนคนใกล้จะคลอด
……….เย็นวันหนึ่ง ในขณะที่พระบรมศาสดา ทรงแสดงธรรมแก่มหาชน นางได้เดินเข้าไปท่ามกลางฝูงชน แล้วยืนต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ ได้ร้องตะโกนใส่ว่า “พระองค์น่ะ ดีแต่แสดงธรรมให้คนอื่น หม่อมฉันครรภ์แก่แล้ว ไม่เห็นมาสนใจเลย ทำไมพระองค์ไม่รีบไปหาสถานที่สำหรับคลอดลูกเราล่ะ ถ้าหากพระองค์ไม่ทำเอง ก็น่าจะบอกอุปัฏฐากให้จัดการให้ก็ได้”
……….นางได้ด่าบริภาษพระตถาคตเจ้าในท่ามกลางพุทธบริษัทโดยไม่มีความละอายต่อบาปเลยแม้เพียงนิดเดียว พระพุทธองค์ทรงนิ่งอย่างประเสริฐ แล้วตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสงบราบเรียบว่า “ดูก่อนน้องหญิง คำที่เธอกล่าวนั้นมีแต่เพียงเราและเธอเท่านั้นที่รู้กัน” แล้วทรงนิ่งด้วยพระพักตร์ที่เป็นปกติ มหาชนที่มีศรัทธาตั้งมั่นก็ไม่หวั่นไหว แต่ผู้ที่มีอินทรีย์ยังอ่อนอยู่ก็เริ่มเกิดความคลางแคลงสงสัย
……….ทางด้านจิญจมาณวิกาก็บริภาษด่าว่าอยู่คนเดียวมิได้หยุดปาก จนเป็นเหตุให้อาสนะของท้าวสักกะมีอาการร้อน จึงสอดส่องทิพจักขุลงมา ทรงทราบว่าหญิงงามแต่ใจทรามกำลังกล่าวตู่พระตถาคต จึงดำริว่า เราจะต้องเป็นผู้ชำระคดีนี้ด้วยตัวเอง ว่าแล้วก็เสด็จมาพร้อมกับเทพบุตร ๔ องค์ เทพบุตรได้แปลงเป็นลูกหนูเข้าไปกัดเชือกที่ผูกท่อนไม้เอาไว้ แล้วทำลมให้พัดผ้าห่มขึ้น นางมัวแต่ยืนด่าไม่ทันรู้ตัว ไม้กลมที่มัดไว้ก็กลิ้งตกลงบนหลังเท้าของนาง ได้รับความเจ็บปวดทรมาน มหาชนเมื่อรู้ความจริง จึงพากันไล่ทุบตีนางด้วยความโกรธแค้น นางจึงตกใจมากเพราะรู้ว่าความแตกเสียแล้ว รีบวิ่งหนีจากการถูกมหาชนรุมทุบตี แต่พอลับคลองจักษุของพระตถาคตเจ้าเท่านั้นแหละ แผ่นดินหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ไม่สามารถจะรองรับกรรมอันชั่วช้าที่นางได้ทำไว้ จึงแยกออกเป็นช่อง แล้วเปลวไฟก็ตั้งขึ้นจากอเวจีมหานรก ดูดนางลงไปสู่อเวจีมหานรกทันที เนื่องจากกรรมที่นางก่อขึ้นในครั้งนี้เป็นกรรมหนัก คือไปใส่ร้ายพระบรมศาสดาผู้บริสุทธิ์ จึงได้รับผลกรรมทันตาเห็น
สุ น ท รี น า รี พิ ฆ า ต ผู้ ก ล า ย เ ป็ น เ ห ยื่ อ
……….เรื่องราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเอาชนะแผนนารีพิฆาตโดยมีผู้อยู่เบื้องหลังคอยชักโยงอย่างนางจิญจมาณวิกานี้ มิใช่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ได้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งเกิดขึ้นโดยตรงกับพระผู้มีพระภาคเจ้าและเหล่าพระสาวก ซึ่งแต่ละเรื่องน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว ผู้เขียนเห็นว่าเป็นตัวอย่างของการเอาชนะตามหลักพุทธวิธีที่เราทั้งหลายควรจะได้ศึกษากันเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องของนางสุนทรีสาวสวย ถูกเดียรถีย์หลอกให้มาทำลายพระพุทธเจ้า แต่นางกลับจบชีวิตลงด้วยการถูกฆาตกรรมอย่างเหี้ยมโหดเป็นการฆ่าปิดปาก เพื่อโยนความผิดให้กับพระพุทธเจ้า เรื่องมีอยู่ว่า
……….หลังจากเหตุการณ์ของนางจิญมาณวิกาผ่านไปนานพอสมควร จึงคิดว่า บัดนี้สมควรที่จะหาเรื่องทำให้พระพุทธศาสนามัวหมอง เพื่อลัทธิของตัวเองจะได้กลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนมีความเห็นพ้องต้องกันว่า จะใช้สานุศิษย์ชื่อ “สุนทรี” ซึ่งเป็นปริพาชิกาอยู่ในสำนักของเดียรถีย์เป็นเครื่องมือในการล้มล้างพระพุทธศาสนา
……….เมื่อนางสุนทรีเข้ามาสำนักของเดียรถีย์ก็ไม่ได้รับการต้อนรับอย่างเคย แม้นางจะพยายามกล่าวสนทนาด้วย เหล่าเดียรถีย์ทั้งหลายก็นิ่งเฉย ต่อมาได้แกล้งกล่าวให้นางเห็นใจว่า “น้องหญิง พระสมณโคดมทำให้ลาภสักการะของพวกเราเสื่อมถอยลงไปมาก ทำให้พวกเราได้รับความลำบาก ถ้าหากเธออยากจะให้พวกเรามีความสุขล่ะก็ จงหาโทษให้พระสมณโคดมเถิด” ด้วยความหลงผิด นางจึงตอบตกลงทันที
……….ทุกเย็นนางจะทำทีเป็นแต่งตัวเรียบร้อย ถือดอกไม้ของหอม เดินมุ่งหน้าไปวัดพระเชตวันมหาวิหาร เดินสวนกับสาธุชนที่ฟังธรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเดินสวนทางกัน คนก็สงสัยจึงถามว่า “นี่เธอจะไปไหน ?” นางตอบว่า “ฉันจะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า” แต่พอลับสายตาของผู้คน นางก็แวะหลบไปพักค้างที่อารามของพวกเดียรถีย์
……….ในตอนเช้า เมื่อสาธุชนออกจากพระนคร จะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า นางก็ทำทีเหมือนกับเพิ่งออกมาจากวัดพระเชตวัน แล้วก็เดินสวนกับสาธุชนเหล่านั้น พอเขาถามว่า “แม่นาง เมื่อคืนเธอไปนอนที่ไหนมา” นางก็ตอบ “เมื่อคืนฉันพักอยู่ในวัดพระเชตวันนี่แหละ” ทำอย่างนี้อยู่เป็นเดือน เมื่อถูกถามอีก จึงบอกว่า “ฉันพักอยู่ใน พระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดม” พุทธบริษัทที่เป็นปุถุชนอยู่ ก็เกิดความคลางแคลงสงสัย บางคนก็เชื่อ แล้วก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นทุกวัน
……….พวกเดียรถีย์เห็นว่า พระสมณโคดมและสาวกได้ถูกวิพากวิจารณ์กันไปทั่วทั้งพระนครแล้ว ก็ดีใจกันใหญ่ คอยยุยงให้มหาชนเกิดความเข้าใจผิด เพิ่มมากขึ้น สำหรับผู้ที่มีจิตใจมั่นคง ได้รับรสแห่งอมตธรรมที่พระบรมศาสดาได้แสดงแล้ว ก็นิ่งเฉยด้วยอาการสงบ มิได้หวั่นไหวไปกับข่าวที่เกิดขึ้น ส่วนปุถุชนไม่ได้พิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบ จึงหลงเชื่อถ้อยคำของนางและพวกเดียรถีย์ ต่างพากันกล่าวจ้วงจาบพระบรมศาสดาและเหล่าสาวก
……….เมื่อหัวหน้าอัญญเดียรถีย์เห็นว่า เรื่องได้ลุกลามใหญ่โต เป็นที่สนใจของมหาชนเป็นอันมากแล้ว จึงได้ว่าจ้างเหล่านักเลงสุรา ให้ไปฆ่าปิดปากนางสุนทรีทิ้งเสีย จากนั้น ให้นำศพไปหมกไว้ใกล้กับพระคันธกุฎีของพระพุทธองค์
……….ครั้นล่วงไป ๒ – ๓ วัน เหล่าเดียรถีย์ก็ทำทีเป็นว่า นางสุนทรีหายตัวไป ได้ให้พวกสานุศิษย์ตามหาก็ไม่พบ จึงได้นำเรื่องที่นางสุนทรีหายไป กราบทูลพระราชา พระราชา ตรัสถามว่า “พวกท่านคิดว่านางสุนทรีจะอยู่ที่ไหน” เดียรถีย์จึงกราบทูลว่า “ก่อนที่นางจะหายไปนั้น นางได้ไปที่วัดเชตวันทุกวัน พระเจ้าข้า” พระราชาจึงให้ไปค้นดูที่วัดเชตวัน
……….เดียรถีย์ทำทีเป็นเที่ยวค้นหานางสุนทรีภายในวัดพระเชตวันนั้นเอง จนไปพบศพนางสุนทรีที่กองหยากเยื่อ ใกล้กับพระคันธกุฎีของพระบรมศาสดา เมื่อพระราชายังหาสาเหตุการตายไม่ได้ เดียรถีย์จึงสร้างข่าวลือว่า พระสาวกของพระสมณโคดมฆ่านางสุนทรีเพื่อปกปิดกรรมชั่วที่พระศาสดาทำ แล้วเที่ยวด่าพระภิกษุทั้งในและนอกพระนคร
……….พวกภิกษุได้กราบทูลเรื่องราวที่ถูกวิพากวิจารณ์ให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงสอนไม่ให้หวั่นไหวในถ้อยคำเหล่านั้น แต่ให้กล่าวธรรมว่า “ผู้มักพูดคำไม่จริง ย่อมเข้าถึงนรก หรือแม้ผู้ใดทำแล้ว แต่กล่าวว่าข้าพเจ้ามิได้ทำ ชนแม้ทั้งสองนั้น เป็นมนุษย์มีกรรมเลวทราม ละจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเป็นผู้มีนรกเป็นที่ไป” ส่วนทางบ้านเมืองก็มิได้นิ่งนอนใจ พระราชาได้รับสั่งให้ราชบุรุษเร่งรีบทำการสอบสวนเพื่อสืบหาความจริง พวกราชบุรุษใช้เวลาหลายวันในการสืบหาข้อมูล จนได้เบาะแสจากพวกนักเลงสุราที่ได้รับสินบนให้ฆ่านางสุนทรี ซึ่งกำลังอยู่ในอาการเมามาย พวกราชบุรุษจึงได้จับนักเลงสุราเอาไว้
……….เมื่อพระราชาทรงสอบสวน จนได้ทราบความเป็นจริงแล้ว จึงทรงบังคับพวกเดียรถีย์ว่า “พวกท่าน จงเที่ยวกล่าวแก้ข่าวไปให้ทั่วพระนครว่า นางสุนทรีนี้ ถูกพวกข้าพเจ้าจ้างให้นักเลงสุราฆ่า โทษของพระสมณโคดมและสาวกไม่มี เป็นโทษของข้าพเจ้าเท่านั้น” เมื่อมหาชนทราบว่าพระบรมศาสดาทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เพราะถูกผู้ไม่หวังดีใส่ร้ายเพื่อให้พุทธศาสนามัวหมอง ยิ่งเพิ่มความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธองค์มากยิ่งขึ้น ส่วนพวกเดียรถีย์ ก็ถูกลงอาชญาตามโทษที่ได้กระทำลงไป
……….ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย แม้กระทั่งพระบรมศาสดายังถูกกล่าวหา เพราะความไม่เห็นด้วย ของผู้ที่ไม่เลื่อมใสศรัทธา แต่พระองค์ก็ทรงสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ เพราะความจริงก็คือความจริง บางครั้งเมื่อเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ พระพุทธศาสนาเป็นของจริงแท้ ของแท้ย่อมทนต่อการพิสูจน์ เหมือนทองแท้ไม่กลัวไฟ เพราะฉะนั้น ในขณะที่เรากำลังสร้างบารมีอยู่นี้ เป็นธรรมดาที่เราจะต้องพบกับอุปสรรค ขอจงอดทนประหนึ่งช้างศึกที่เข้าสู่สงคราม โดยไม่ครั่นคร้ามต่อคมลูกศรของข้าศึก ที่มาจากทิศทั้งสี่ และขอให้รักษาความสงบของใจดวงนี้เอาไว้ ให้อภัยแก่ผู้ที่ความเข้าใจยังไม่สมบูรณ์ รักษาใจให้ผ่องใส และทำตัวประดุจผู้นิรทุกข์ผู้เข้าใจโลกและชีวิตไปตามความเป็นจริง ตั้งใจทำความดีเรื่อยไปอย่างไม่ย่อท้อไม่หวั่นไหว แล้วเราจะเป็นผู้มีชัยชนะตลอดอนันตกาล…
จ บ ชั ย ช น ะ ค รั้ ง ที่ ๕

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s