ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่ ๖ : สัจจกนิครนถ์

533574_332937510150004_881130774_n

       377665_334452989998456_1572283510_n

531824_334842969959458_1803848533_n

ชั ย ช น ะ ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ค รั้ ง ที่ ๖

ท ร ง มี ชั ย แ ก่ สั จ จ ก นิ ค ร น ถ์

สจฺจํ วิหาย มติสจฺจกวาทเกตุํ
วาทาภิโรปิตมนํ อติอนฺธภูตํ
ปญฺญาปทีปชลิโต ชิตวา มุนินฺโท
ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

พระจอมมุนีทรงรุ่งเรืองด้วยประทีปคือปัญญา ได้ทรงชนะสัจจกนิครนถ์ ผู้เป็นคนมืดยิ่งนัก มีอัธยาศัยไม่ยอมรับความจริง มีใจคิดแต่จะยกตนข่มผู้อื่น ด้วยเดชแห่งพุทธชัยมงคลนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน
……….พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นบุคคลผู้เลิศทั้งพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ จะหาบุคคลใดๆ ในภพทั้งสาม มายิ่งกว่าหรือเสมอเหมือนก็ไม่มี ลำพังพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระพุทธญาณลึกซึ้งกว้างไกล ทรงรู้แจ้งโลกและแทงตลอด ทั้งนิพพาน ภพสาม โลกันต์ แม้จะพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าด้วยกัน จนกัปป์หนึ่งผ่านไปแล้ว ก็ยังพรรณนาคุณของท่านไม่หมด เพราะคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอจินไตย แสนโกฏิจักรวาลอนันตจักรวาลก็ยังเล็กเกินไป เราจะซาบซึ้งก็ต่อเมื่อได้ศึกษาธรรมคำสอนของพระองค์อย่างจริงจัง และลงมือปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ จนเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในซึ่งเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
……….เรื่องของพระพุทธเจ้าที่ทรงมีชัยชนะต่อสัจจกนิครนถ์นี้ ท่านโบราณาจารย์ได้ยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในพุทธชัยมงคล เพราะเห็นว่าเป็นชัยชนะที่อาศัยพุทธปัญญาที่ไม่มีใครเสมอเหมือน แม้สัจจกนิครนถ์ที่ชาวมหาชนมากมายต่างก็นับถือว่าเป็นผู้มีปัญญามาก ยังต้องยอมรับในพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ แต่เรื่องของสัจจกนิครนถ์นี้ท่านกล่าวเอาไว้ ๒ สูตรด้วยกันคือ มหาสัจจกสูตรและจูฬสัจจกสูตร ในที่นี้จะขอนำเสนอจูฬสัจจกสูตรก่อน เรื่องก็มีอยู่ว่า
……….สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่กูฏาคารป่ามหาวัน เขตเมืองเวสาลี ครั้งนั้น สัจจกนิครนถ์เป็นนิคันถบุตร อาศัยอยู่ที่เมืองเวสาลี เป็นนักโต้ตอบ พูดยกตนว่า เป็นนักปราชญ์ ชนเป็นอันมากยกย่องว่าเป็นผู้มีความดี อีกทั้งเป็นอาจารย์สอนศิลปวิทยาให้กับพระกุมารของเจ้าลิจฉวี เนื่องจากทนงตนว่าเป็นผู้มีความรู้มาก จึงเอาแผ่นเหล็กรัดท้องเอาไว้ เกรงว่าท้องจะแตก เนื่องจากภายในท้องของตัวเองมีปัญญาที่ได้ศึกษามามาก เขากล่าววาจาในที่ประชุมเมืองเวสาลีว่า “เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่คณะ เป็นคณาจารย์ แม้ที่ปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรารภโต้ตอบปัญหากับเรา จะไม่พึงประหม่า ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่มีเหงื่อออกจากรักแร้แม้แต่คนเดียว หากเราปรารภโต้ตอบวาทะกะเสาที่ไม่มีเจตนา แม้เสานั้นปรารภโต้ตอบกะเรา ก็ต้องประหม่าสะทกสะท้าน หวั่นไหว จะป่วยกล่าวไปไยกับมนุษย์เล่า เพียงเท่านี้ก็จะทราบว่า สัจจกนิครนถ์ผู้นี้ทนงตนและมีมานะมาก ยากที่จะมีใครเสมอทีเดียว
……….ในสมัยหนึ่ง สัจจกนิครนถ์มีเจ้าลิจฉวีประมาณ ๕๐๐ ห้อมล้อม เข้าไปยังกูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน สมัยนั้นภิกษุมากรูปด้วยกันจงกรมอยู่ ณ ที่แจ้ง สัจจกนิครนถ์เข้าไปหาแล้วถามว่า “ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้พระสมณโคดมนั้นอยู่ที่ไหน พวกข้าพเจ้าปรารถนาจะพบพระสมณโคดม” ภิกษุทั้งหลายบอกว่า “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเสด็จเข้าไปสู่ป่ามหาวัน ประทับพักกลางวันที่โคนไม้แห่งหนึ่ง” ลำดับนั้นสัจจกนิครนถ์พร้อมด้วยเจ้าลิจฉวีจำนวนมากเข้าไปสู่ป่ามหาวัน จนถึงที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าพเจ้าขอถามพระสมณโคดมหน่อยหนึ่ง ถ้าพระโคดมจะทำโอกาสเพื่อแก้ปัญหาแก่ข้าพเจ้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ” ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านประสงค์จะถามอะไรก็ถามเถิด”
……….ส. “พระสมณโคดมแนะนำพวกสาวกอย่างไร และคำสั่งสอนของพระโคดมมีส่วนอย่างไรที่เป็นไปมากในพวกสาวก” พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราแนะนำสาวกทั้งหลายอย่างนี้และคำสั่งสอนของเรามีส่วนอย่างนี้ ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลายว่า รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตน สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน วิญญาณไม่ใช่ตัวตน สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนดังนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราแนะนำสาวกอย่างนี้ และคำสั่งสอนของเรามีส่วนอย่างนี้ที่เป็นไปมากในสาวกทั้งหลาย”์
………. ส. “พระโคดม ขออุปมาจงแจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้า” พ. “อุปมานั้นจงแจ่มแจ้งแก่ท่านเถิด” ส. “พระโคดมเหมือนพืชพันธุ์ไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชพันธุ์เหล่านั้นทั้งหมดต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่ในแผ่นดิน จึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้หรือเหมือนการงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ต้องทำด้วยกำลัง อันบุคคลทำอยู่ การเหล่านั้นทั้งหมด บุคคลต้องอาศัยแผ่นดิน ต้องอยู่ในแผ่นดินจึงทำได้ ฉันใด บุรุษบุคคลนี้มีรูปเป็นตน มีเวทนาเป็นตน มีสัญญาเป็นตน มีสังขารเป็นตน มีวิญญาณเป็นตน ต้องตั้งอยู่ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงได้ประสบผลบุญผลบาป ฉันนั้น”
……….พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า รูปเป็นตนของเรา เวทนาเป็นตนของเรา สัญญาเป็นตนของเรา สังขารเป็นตนของเรา วิญญาณเป็นตนของเราดังนี้มิใช่หรือ”
……….ส. “พระโคดม ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนั้น ประชุมชนเป็นอันมากก็กล่าวอย่างนั้น” พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ประชุมชนเป็นอันมากจักทำอะไรแก่ท่าน ดูก่อนอัคคิเวสสนะเชิญท่านยืนยันถ้อยคำของท่านเถิด” สัจจกนิครนถ์ก็ยืนยันว่ารูปเป็นตนของเรา เป็นต้น
……….พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ถ้าอย่างนั้นเราจักสอบถามท่าน ท่านเห็นควรอย่างไร ท่านพึงแก้อย่างนั้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน อำนาจของพระราชาผู้มุรธาภิเษกแล้วเช่นพระเจ้าปเสนทิโกศล และพระเจ้ามคธอชาตศัตรู อาจฆ่าคนที่ควรฆ่า เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ พึงให้เป็นไปได้ในพระราชอาณาเขตของพระองค์มิใช่หรือ”
……….ส. “พระโคดม อำนาจของพระราชาผู้มุรธาภิเษกแล้ว เช่น พระเจ้าปเสนทิโกศลและพระเจ้ามคธอชาตศัตรูอาจฆ่าคนที่ควรฆ่า เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ พึงให้เป็นไปได้ในพระราชอาณาเขตของพระองค์ แม้แต่อำนาจของหมู่คณะเหล่านี้ คือ วัชชี มัลละ อาจฆ่าคนที่ควรฆ่า เนรเทศคนที่ควรเนรเทศ ยังเป็นไปได้ในแว่นแคว้นของตนๆ เหตุไรเล่า อำนาจของพระราชาผู้มุรธาภิเษกแล้วนั้นต้องให้เป็นไปได้ด้วย ควรจะเป็นไปได้ด้วย”
……….พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่ท่านกล่าวว่า รูปเป็นตนของเรา อำนาจของท่านเป็นไปในรูปนั้นว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนั้นเถิด ดังนี้หรือ” เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามถึง ๒ ครั้ง นิครนถ์ก็ยังนิ่งเฉย “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ กาลบัดนี้ท่านจงแก้ ไม่ใช่กาลที่ท่านควรนิ่ง ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ผู้ใดอันตถาคตถามปัญหาที่ชอบแก่เหตุแล้วถึง ๓ ครั้ง มิได้แก้ ศีรษะของผู้นั้นจะแตกเป็น ๗ เสี่ยงในที่เช่นนี้”
……….ขณะนั้นท้าวสักกเทวราช ถือกระบองเพชรลุกเป็นไฟรุ่งเรืองลอยอยู่ในเวหา ณ เบื้องบนศีรษะของสัจจกนิครนถ์ประกาศว่า ถ้าสัจจกนิครนถ์นี้ถูกถามปัญหาที่ชอบแก่เหตุแล้วถึง ๓ ครั้ง มิได้แก้ปัญหา เราจักผ่าศีรษะสัจจกนิครนถ์นั้น ๗ เสี่ยงในที่นี้นี่แหละ ่ในทันใดนั้น สัจจกนิครนถ์ตกใจกลัวจนขนชัน แสวงหาพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่ต้านทานป้องกัน เป็นที่พึ่งได้ทูลว่า พระโคดมผู้เจริญขอจงทรงถามเถิด ข้าพเจ้าจักแก้ ณ บัดนี้
……….พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า รูปเป็นตนของเรา อำนาจของท่านเป็นอย่างนี้เลย ดังนี้หรือ” ส. “ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ”
……….พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจงทำไว้ในใจเถิด ครั้นทำไว้ในใจแล้วจึงกล่าวแก้เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ต่อกัน ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า เวทนาเป็นตนของเรา สัญญาเป็นตนของเรา สังขารเป็นตนของเรา วิญญาณเป็นตนของเรา ดังนี้ อำนาจของท่านเป็นไปในเวทนา สัญญาสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณว่า เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย และวิญญาณของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด อย่าได้เป็นอย่างนี้เลย ดังนี้หรือ”
……….ส. ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้เลยพระโคดมผู้เจริญ พ. อัคคิเวสสนะท่านจงทำไว้ในใจเถิด ครั้นท่านทำไว้ในใจแล้วจึงกล่าวแก้เพราะคำหลังกับคำก่อน หรือคำก่อนกับคำหลังของท่านไม่ต่อกัน ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง สัจจกนิครนถ์ทูลว่า “ไม่เที่ยง”
……….พ. “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข” ส. “สิ่งนั้นเป็นทุกข์”
……….พ. “ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นตนของเรา” ส. “ข้อนั้นไม่ควรเลยพระโคดมผู้เจริญ”
……….พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ผู้ใดติดทุกข์ เข้าถึงทุกข์แล้ว กลํ้ากลืนทุกข์แล้ว ยังตามเห็นทุกข์ว่านั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเราดังนี้ ผู้นั้นกำหนดรู้ทุกข์ได้เอง หรือจะทำทุกข์ให้สิ้นไปได้แล้วจึงอยู่ มีบ้างหรือ” ส. “จะพึงมีได้เพราะเหตุไรข้อนี้มีไม่ได้เลย”
……….พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านติดทุกข์เข้าถึงทุกข์อยู่แล้ว กลํ้ากลืนทุกข์แล้ว ยังตามเห็นทุกข์ว่านั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นตนของเรา ดังนี้มิใช่หรือ” ส. ไฉนจะไม่ถูก พระเจ้าข้าข้อนี้ต้องเป็นอย่างนั้น พระโคดมผู้เจริญ.
……….พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เปรียบเหมือนบุรุษต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้แสวงหาแก่นไม้อยู่ ถือเอาผึ่งที่คมเข้าไปสู่ป่า เขาเห็นต้นกล้วยใหญ่ต้นหนึ่งในป่านั้น มีต้นตรงยังกำลังรุ่นไม่คด เขาจึงตัดต้นกล้วยนั้นที่โคนต้นแล้ว ตัดยอดริดใบออก เขาไม่พบแม้แต่กระพี้ แล้วจะพบแก่นได้แต่ที่ไหน แม้ฉันใด ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านอันเราซักไซร้ไล่เลียง สอบสวน ในถ้อยคำของตนเองก็เปล่าว่างแพ้ไปเอง ท่านได้กล่าววาจานี้ในที่พระชุมชนในเมืองเวสาลีว่า เราไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ แม้ที่ปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ปรารภโต้ตอบกับเรา จะไม่พึงประหม่า ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหวไม่มีเหงื่อไหลจากรักแร้แม้แต่คนเดียว หากเราปรารภโต้ตอบวาทะกะเสาที่ไม่มีเจตนา แม้เสานั้นก็ต้องประหม่าสะทกสะท้าน หวั่นไหว จะป่วยกล่าวไปไยถึงมนุษย์เล่าดังนี้ ดูก่อน อัคคิเวสสนะ หยาดเหงื่อของท่านบางหยาดหยดจากหน้าผากลงยังผ้าห่มแล้วตกที่พื้น ส่วนเหงื่อในกายของเราเดี๋ยวนี้ไม่มีเลย ดังนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดพระกายมีพระฉวีดังทองในบริษัทนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สัจจกนิครนถ์นั่งนิ่งอั้น เก้อเขิน คอตก ก้มหน้าซบเซาหมดปฏิภาณ
……….ขณะนั้น เจ้าลิจฉวีผู้มีนามว่า ทุมมุขะ ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อุปมาย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ ทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนาม เข้าใจผิด กวัดแกว่งบางอย่างของสัจจกนิครนถ์ อันพระองค์หักเสียแล้ว แต่นี้ไปสัจจกนิครนถ์ก็ไม่อาจเข้ามาใกล้พระองค์ ด้วยความประสงค์จะโต้ตอบอีกเป็นแน่
……….สัจจกนิครนถ์แม้จะจนด้วยปัญญาแต่ก็ยังไม่หมดทิฏฐิมานะ จึงทูลถามว่า ด้วยเหตุเท่าไร สาวกของพระโคดมจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอน ทำถูกตามโอวาท ข้ามความสงสัยเสียได้ ปราศจากความแคลงใจอันเป็นเหตุให้กล่าวว่าข้อนี้เป็นอย่างไร ถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนของศาสดาตน
……….พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ สาวกของเราในธรรมวินัยนี้ย่อมเห็นเบญจขันธ์นั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณอันใดอันหนึ่ง ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังมาไม่ถึง ทั้งที่เกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้ ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี ทั้งหมดก็เป็นแต่รูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเราดังนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ด้วยเหตุเท่านี้แหละ สาวกของเราจึงชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอนทำถูกตามโอวาท ข้ามความสงสัยเสียได้ ปราศจากความแคลงใจอันเป็นเหตุให้กล่าวว่า ข้อนี้เป็นอย่างไรถึงความแกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น อยู่ในคำสอนของศาสดาตน
……….ส. “ข้าแต่พระโคดม ด้วยเหตุเท่าไร ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้วอยู่จบพรหมจรรย์แล้วมีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้วปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับมีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ”
……….พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นเบญจขันธ์ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งที่เกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้ ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี ก็เป็นแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเราดังนี้จิตจึงพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น ดูก่อนอัคคิเวสสนะด้วยเหตุเท่านี้แหละ ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้วพ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ภิกษุที่พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้แหละประกอบด้วยคุณอันยอดเยี่ยม ๓ ประการคือ ความเห็นอันยอดเยี่ยม ๑ ความปฏิบัติอันยอดเยี่ยม ๑ ความพ้นวิเศษอันยอดเยี่ยม ๑ เมื่อมีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้ ย่อมสักการะเคารพ นับถือบูชาตถาคตว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้แล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อให้ตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงฝึกพระองค์แล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อฝึก พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นสงบแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อสงบ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงข้ามพ้นแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อข้ามพ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงดับสนิทแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อความดับสนิท”
……….ส. ข้าแต่พระโคดม ข้าพเจ้าเป็นคนคอยกำจัดคุณผู้อื่น เป็นคนคะนองวาจาได้สำคัญถ้อยคำของพระโคดมว่า ตนอาจรุกรานได้ด้วยถ้อยคำของตน บุรุษมาปะทะช้างซับมันเข้าก็ดี เจอะกองไฟอันกำลังลุกโพลงก็ดี ยังพอเอาตัวรอดได้บ้าง แต่มาเจอพระโคดมเข้าแล้ว ไม่มีเอาตัวรอดได้เลย ข้าแต่พระโคดม ขอพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงรับนิมนต์เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด
……….สัจจกนิครนถ์ทราบว่าพระพุทธองค์ทรงรับนิมนต์แล้ว จึงบอกพวกเจ้าลิจฉวีที่มาด้วยว่า ตนได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ พวกท่านจะนำอาหารใดมาเพื่อข้าพเจ้า จงเลือกอาหารที่ควรแก่พระโคดมเถิด ครั้นรุ่งเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปอารามของสัจจกนิครนถ์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ สัจจกนิครนถ์ก็อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานด้วยมือของตน ให้อิ่มหนำสำราญ
……….เป็นอันว่า สัจจกนิครนถ์แม้จะทะนงตนว่ามีความรู้มาก แต่เมื่อเปรียบดวงปัญญาแห่งพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธองค์แล้ว ก็เป็นเสมือนแสงหิ่งห้อยในยามราตรีที่ไม่อาจเทียบแสงจันทร์อันสว่างไสวได้เลย ผู้รู้ได้กล่าวเอาไว้ว่า บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ความรู้เป็นสิ่งที่ประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป อวิชชาเป็นสิ่งประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า พระสงฆ์เป็นผู้ประเสริฐสุด บรรดาชนผู้แถลงคารม พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐสุด เพราะฉะนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่พระพุทธองค์ทรงได้รับการยกย่องว่า เป็นศาสดาเอกของโลก เพราะพระองค์ทรงมีพุทธิปัญญารู้แจ้งโลกทั้งหมดมากที่สุด ทรงบริสุทธิ์ที่สุดและมีมหากรุณามากที่สุด สมควรที่เราจะกราบไหว้บูชา เทิดทูนไว้เป็นที่พึ่งที่ระลึกของเราตลอดไป…


……….พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอจินไตย คือจะพรรณนาอย่างไรก็ไม่หมด อยู่เหนือจินตนาการและการคาดเดาด้วยปัญญาของมนุษย์ เหมือนกับนํ้าในมหาสมุทร จะใช้ความพยายามอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้นํ้าในมหาสมุทรเหือดแห้งไปได้ เพราะพระพุทธเจ้ามีคุณอย่างไม่มีประมาณ พระองค์เป็นผู้มีใจประเสริฐสูงส่งกว่ามนุษย์และเทวาทั้งหลาย ประเสริฐกว่าทุกสิ่งในภพสาม นอกจากพระองค์จะทรงมุ่งทำตนให้หลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏแล้ว ยังมีพระหฤทัยอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นตามไปด้วย ใจของพระองค์เปี่ยมล้นด้วยมหากรุณามาตั้งแต่ครั้งเป็นพระบรมโพธิสัตว์ เพราะได้สั่งสมคุณความดีมานานนับภพนับชาติไม่ถ้วน ดังนั้นการพรรณนาถึงเฉพาะพระปัญญาธิคุณ จึงเป็นเสมือนปริมาณของนํ้าที่ผ่านรูเข็ม เมื่อนำมาเทียบกับนํ้าในท้องพระมหาสมุทรทั้งสี่
……….ครั้งที่แล้วผู้เขียนได้นำเสนอชัยชนะของพระพุทธเจ้าที่มีต่อสัจจกนิครนถ์ ซึ่งปรากฏในจูฬสัจจกสูตร ส่วนในมหาสัจจกสูตรเป็นเรื่องการโต้ตอบปัญหากัน ระหว่าง พระผู้มีพระภาคเจ้ากับสัจจกนิครนถ์ มีนัยยะที่สุขุมลุ่มลึกมากทีเดียว บ่งบอกถึงพระปัญญาอันกว้างใหญ่ไพศาลที่พระพุทธองค์ทรงสามารถยกขึ้นมา เพื่อเอาชัยชนะวาทะของสัจจกนิครนถ์ได้อย่างง่ายดาย มีเรื่องเล่าว่า
……….สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน สัจจกนิครนถ์ผู้เป็นเจ้าวาทะ เป็นนักโต้วาทีที่ไม่เคยพ่ายแพ้ใคร ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมกับทูลว่า
พระโคดม มีสมณะและพราหมณ์พวกหนึ่ง หมั่นประกอบกายภาวนา แต่ไม่ได้ประกอบจิตตภาวนา จึงประสบทุกขเวทนาอันเกิดในสรีรกาย
พระโคดม เรื่องเคยมีมาแล้ว เมื่อบุคคลถูกทุกขเวทนาอันเกิดในสรีรกายกระทบแล้ว ความขัดขาจักมีบ้าง หทัยจักแตกบ้าง เลือดอันร้อนจักพลุ่งออกจากปากบ้าง ผู้บำเพ็ญกายภาวนา จักถึงความเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่านบ้าง จิตที่เป็นไปตามกายของผู้นั้น ก็เป็นไปตามอำนาจกาย นั่นเป็นเพราะไม่อบรมจิต
……….ส. พระโคดม เมื่อบุคคลถูกทุกขเวทนาอันเกิดในจิตกระทบแล้ว ความขัดขาจักมีบ้าง หทัยจักแตกบ้าง เลือดอันร้อนจักพลุ่งออกจากปากบ้าง พวกบำเพ็ญจิตตภาวนานั้นจักถึงความเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่านบ้าง กายที่เป็นไปตามจิตของผู้นั้น ก็เป็นไปตามอำนาจจิต นั่นเป็นเพราะไม่อบรมกาย พระโคดม ข้าพเจ้ามีความดำริว่า หมู่สาวกของพระโคดม ย่อมหมั่นประกอบจิตตภาวนาอยู่โดยแท้ แต่หาหมั่นประกอบกายภาวนาอยู่ไม่
……….พ. ดูก่อนอัคคิเวสสนะ กายภาวนาท่านฟังมาแล้วอย่างไร ?
……….ส. พระโคดม ท่านนันทะผู้วัจฉโคตร ท่านกิสะผู้สังกิจจโคตร ท่านมักขลิโคสาละ ก็ท่านเหล่านั้นเป็นผู้เปลือยกาย ปล่อยมรรยาทดีเสีย เช็ดอุจจาระที่ถ่ายด้วยมือ ไม่ไปรับภิกษาตามที่เขาเชิญให้รับ ไม่หยุดตามที่เขาเชิญให้หยุด ไม่ยินดีภิกษาที่เขานำมาให้ ไม่ยินดีภิกษาที่เขาเจาะจงให้ ไม่ยินดีการนิมนต์ ไม่รับภิกษาที่เขาให้แต่ปากหม้อ ไม่รับภิกษาที่เขาให้แต่ปากกระเช้า ไม่รับภิกษาของคน ๒ คนที่กำลังกินอยู่ ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ของหญิงที่กำลังให้ลูกดื่มนม ของหญิงที่มีชู้ ไม่รับภิกษาที่เขานัดกันทำในที่ที่เขาเลี้ยงสุนัขไว้ และในที่หมู่แมลงวันตอม ไม่รับปลา ไม่รับเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่ดื่มน้ำที่เขามักแช่ไว้ด้วยสัมภาระ รับภิกษาที่เรือนเดียวบ้าง รับเฉพาะคำเดียวบ้าง รับที่เรือนสองหลังบ้าง รับเฉพาะ ๒ คำบ้าง ฯลฯ รับที่เรือน ๗ หลังบ้าง รับเฉพาะ ๗ คำบ้าง เลี้ยงตนด้วยภิกษาอย่างเดียวบ้าง ๒ อย่างบ้าง ฯลฯ… ๗ อย่างบ้าง กลืนอาหารมีระหว่างวันหนึ่งบ้าง ฯลฯ… ๗ วันบ้าง หมั่นประกอบเนืองๆ ในอันกินภัตตามวาระแม้มีวาระครึ่งเดือนเห็นปานนี้ ย่อมอยู่ดังนี้์
……….พ. ดูก่อนอัคคิเวสสนะ บุคคลเหล่านั้นเลี้ยงตนด้วยภัตเท่านั้นอย่างเดียวหรือ
……….ส. ไม่เป็นดังนั้น พระโคดม บางทีท่านเหล่านั้น เคี้ยวของควรเคี้ยวอย่างดีๆ กินโภชนะอย่างดีๆ ลิ้มของอย่างดีๆ ดื่มนํ้าอย่างดีๆ ให้ร่างกายนั้นมีกำลังเจริญอ้วนพีขึ้น
……….พ. ดูก่อนอัคคิเวสสนะ พวกเหล่านั้นละทุกกรกิจอย่างก่อนแล้วบำรุงกายนี้ภายหลัง เมื่อเป็นอย่างนั้น กายนี้ก็มีความเจริญและความเสื่อมไป ดูก่อนอัคคิเวสสนะ จิตตภาวนาท่านได้ฟังมาแล้วอย่างไร สัจจกนิครนถ์ถูกถามในจิตตภาวนา ไม่อาจทูลบอกได้ จึงนั่งนิ่งๆ
……….พ. ดูก่อนอัคคิเวสสนะ กายภาวนาก่อนนั้น ท่านเจริญแล้ว แม้กายภาวนานั้น ไม่ประกอบด้วยธรรมในวินัยของพระอริยะ ท่านยังไม่รู้จักแม้ภาวนา จักรู้จักจิตตภาวนาแต่ไหน ดูก่อนอัคคิเวสสนะ บุคคลที่มีกายมิได้อบรมแล้ว มีจิตมิได้อบรมแล้ว และที่มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้วเป็นได้ด้วยเหตุอย่างไร ท่านจงฟังเหตุนั้นเถิด จงทำไว้ในใจให้ดี
……….พ. ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ก็บุคคลที่มีกายมิได้อบรม มีจิตมิได้อบรมได้อย่างไร ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ปุถุชนในโลกนี้ เป็นผู้มิได้สดับมีสุขเวทนาเกิดขึ้น เขาถูกสุขเวทนากระทบเข้าแล้ว มีความยินดีนักในสุขเวทนาด้วย ถึงความเป็นผู้ยินดีนักในสุขเวทนาด้วย สุขเวทนาของเขานั้น ย่อมดับไปเพราะสุขเวทนาดับ ก็มีทุกขเวทนาเกิดขึ้น เขาถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว ก็เศร้าโศกลำบากใจ รำพัน ครํ่าครวญ ถึงความหลงใหล แม้สุขเวทนานั้นเกิดขึ้นแล้วแก่เขา ก็ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่มิได้อบรมจิต ดูก่อนอัคคิเวสสนะ แม้สุขเวทนาเกิดขึ้น แก่ปุถุชนนคนใดคนหนึ่งก็ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่มิได้อบรมกาย แม้ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้ว ก็ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่มิได้อบรมจิตทั้งสองอย่างดังนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ บุคคลที่มีกายมิได้อบรม มีจิตมิได้อบรมก็อย่างนี้แหละ สำหรับบุคคลที่มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้วนั้นเป็นอย่างไร
……….พ. ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ก็บุคคลที่มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้วเป็นอย่างไร ดูก่อนอัคคิเวสสนะ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ผู้ได้สดับมีสุขเวทนาเกิดขึ้น เขาถูกสุขเวทนากระทบเข้าแล้ว ไม่มีความยินดีนักในสุขเวทนา ไม่ถึงความเป็นผู้ยินดีนักในสุขเวทนาด้วย สุขเวทนาของเขานั้นย่อมดับไปเพราะสุขเวทนาดับก็มี ทุกขเวทนาเกิดขึ้น เขาถูกทุกขเวทนากระทบเข้าแล้ว ก็ไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่รำพัน ไม่ครํ่าครวญ ไม่ถึงความหลงใหล แม้สุขเวทนานั้น เกิดขึ้นแก่อริยสาวกแล้ว ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่อบรมกาย แม้ทุกขเวทนาเกิดขึ้นก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่เพราะเหตุที่ได้อบรมจิต ดูก่อนอัคคิเวสสนะ แม้สุขเวทนาเกิดขึ้น แก่อริยสาวกผู้ใดผู้หนึ่ง ก็ไม่ครอบงำจิตตั้งอยู่ เพราะเหตุที่อบรมกาย แม้ทุกขเวทนาเกิดขึ้น ก็ไม่ครอบงำจิต ตั้งอยู่ เพราะเหตุที่ได้อบรมจิตทั้งหลายอย่างนี้ ดังนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ บุคคลที่มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้วเป็นอย่างนี้แหละ
……….ส. เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าเลื่อมใสต่อพระโคดม มีกายอบรมแล้ว มีจิตอบรมแล้ว
……….พ. วาจานี้ท่านนำมาพูดเทียบกับเราโดยแท้ แต่ว่าเราจะบอกแก่ท่าน ดูก่อน อัคคิเวสสนะ เมื่อใดแลเราปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อนั้นจิตของเรานั้น ถูกสุขเวทนาที่เกิดขึ้นครอบงำตั้งอยู่ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้เลย
……….ส. สุขเวทนาอันเกิดขึ้นที่พอจะครอบงำจิตตั้งอยู่ หรือทุกขเวทนาอันเกิดขึ้น ที่พอจะครอบงำจิตตั้งอยู่ เวทนาเช่นนั้นย่อมไม่เกิดขึ้นแก่พระโคดมผู้เจริญโดยแท้
……….พ. ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ทำไมเวทนาทั้ง ๒ นั้น จะไม่พึงมีแก่เรา ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราจะเล่าให้ฟัง… เมื่อเรายังเป็นโพธิสัตว์ ยังมิได้ตรัสรู้ ก่อนตรัสรู้ได้มีความดำริว่า ฆราวาสเป็นที่คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาเป็นทางปลอดโปร่ง การที่เราอยู่ครองเรือน จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์และบริสุทธิ์ดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยต่อมาเรากำลังเป็นหนุ่ม มีเกศาดำสนิท ยังหนุ่มแน่นตั้งอยู่ในปฐมวัย
……….เมื่อพระมารดาพระบิดาไม่ปรารถนาจะให้บวช มีพระพักตร์อาบด้วยน้ำพระเนตรทรงกรรแสงอยู่ ได้ปลงผมและหนวด แล้วนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกบวชเป็นบรรพชิต เมื่อบวชแล้วก็เสาะหาว่า อะไรเป็นกุศล เมื่อแสวงหาทางอันสงบอย่างประเสริฐเยื่ยม จึงเข้าไปถึงสำนักท่านอาฬารดาบสกาลามโคตร แล้วกล่าวว่า “ท่านกาลามะ ข้าพเจ้าจะประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้” เมื่อเรากล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตร จึงกล่าวกะเราว่า เชิญท่านอยู่เถิด ธรรมที่วิญญูชนพึงบรรลุอยู่เพราะทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองตามแบบอาจารย์ของตน ต่อกาลไม่นานเช่นกัน เราศึกษาธรรมนั้นโดยไว มิได้ช้า ชั่วขณะหุปปากเจรจาเท่านั้น ก็กล่าวได้ซึ่งญาณวาทะและเถรวาทะ และทั้งเราและผู้อื่นก็ทราบชัดว่าเรารู้เราเห็น
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า เราจึงดำริต่อไปว่า ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรไม่บอกธรรมนี้ว่า เราทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ ด้วยเหตุสักว่าความเชื่ออย่างเดียวโดยที่แท้ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรก็รู้เห็นธรรมนี้อยู่ ครั้งนั้นเราเข้าไปหาท่านอาฬารดาบส กาลามโคตรแล้วถามว่า ท่านกาลามะท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วจึงบอกด้วยเหตุเท่าไร ท่านอาฬารดาบสบอกสมาบัติชั้นอากิญจัญญายตนะ เราจึงดำริว่า มิใช่มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา แต่ท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรเท่านั้น แม้เราก็มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาเหมือนกัน
……….ถ้ากระไรเราพึงพากเพียรเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ท่านอาฬาดาบสกาลามโคตรบอกว่า เราทำให้แจ้งด้วยความรู้เองเข้าถึงอยู่ เราก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้นด้วยความรู้ยิ่งเอง เข้าถึงอยู่โดยเร็วมิได้เนิ่นช้า ครั้งนั้นเราเข้าไปหาท่านอาฬารดาบสกาลามโคตรแล้วถามว่า ท่านกาลามะ ท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเองบรรลุแล้วจึงบอกด้วยเหตุเท่านี้หรือ ท่านอาฬารดาบสก็บอกว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วจึงบอกด้วยเหตุเท่านี้แหละ เราจึงบอกว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ แม้ข้าพเจ้าก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วอยู่ด้วยเหตุเท่านี้
……….ท่านอาฬารดาบสกล่าวต่อไปว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เป็นลาภของพวกเรา พวกเราได้ดีแล้วที่ได้เห็นสพรหมจารีเช่นกับท่าน เราทำให้แจ้งซึ่งธรรมใดด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วจึงบอกด้วยประการดังนี้ เรารู้ธรรมใด ท่านก็รู้ธรรมนั้น ท่านรู้ธรรมใดเราก็รู้ธรรมนั้น เป็นอันว่าเราเช่นใด ท่านก็เช่นนั้น ท่านเช่นใดเราก็เช่นนั้น ด้วยประการดังนี้ มาเถิด บัดนี้ เราทั้งสองจะอยู่ร่วมกันปกครองคณะนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านอาฬารดาบสกามลามโคตร ทั้งที่เป็นอาจารย์เรา ก็ยกย่องเราผู้เป็นศิษย์เสมอด้วยตนด้วย บูชาเราด้วยการบูชาอย่าดีด้วย เราจึงมีความแน่ใจว่า ธรรมนี้ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน เพียงแต่เป็นไปเพื่อความเข้าถึงอากิญจัญญายนภพ เท่านั้น เราไม่พอใจธรรมนั้น ระอาธรรมนั้น จึงได้หลีกไป
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราเสาะหาว่า อะไรเป็นกุศลเมื่อแสวงหาทางอันสงบอย่างประเสริฐ เราจึงเข้าไปถึงสำนักท่านอุทกดาบสรามบุตร แล้วกล่าวว่า ท่านรามะ ข้าพเจ้าปรารถนาจะประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้ เมื่อเรากล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านอุทกดาบสรามบุตร จึงกล่าวกะเราว่า เชิญท่านอยู่เถิดธรรมที่วิญญูชนพึงบรรลุอยู่ เพราะทำให้แจ้งซึ่งการรู้ยิ่งเอง ตามแบบอาจารย์ของตนต่อกาลไม่นาน นี้ก็เช่นเดียวกัน เราศึกษาธรรมนี้เร็วไวมิได้ช้า ชั่วขณะหุบปากเจรจาปราศรัยเท่านั้น ก็กล่าวได้ซึ่งญาณวาทะและเถรวาทะ และทั้งเราและผู้อื่นก็ทราบชัดว่า เรารู้เราเห็น เราจึงดำริต่อไปว่า ท่านรามะไม่บอกธรรมนี้ว่า เราทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเอง แล้วเข้าถึงอยู่ด้วยเหตุสักว่าความเชื่ออย่างเดียว โดยที่แท้ท่านรามะ ก็รู้เห็นธรรมนี้อยู่
……….ครั้งนั้น เราเข้าไปหาท่านอุทกดาบสรามบุตรแล้วถามว่า ท่านรามะ ท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วบอกด้วยเหตุเท่าไร เมื่อเราถามอย่างนี้แล้ว ท่านอุทกดาบสรามบุตร ก็บอกสมาบัติชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ เราจึงดำริว่า มิใช่มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญาแต่ท่านรามะเท่านั้น แม้เราก็มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและปัญญาเหมือนกัน ถ้ากระไรเราพึงพากเพียร เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ท่านรามะบอกว่า เราทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วเข้าถึงอยู่ เราก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้นด้วยความรู้ยิ่งเอง เข้าถึงอยู่เร็วไว มิได้เนิ่นข้า ครั้งนั้นเราเข้าไปหาอุทกดาบสรามบุตรแล้วถามว่า ท่านรามะ ท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเองบรรลุแล้ว จึงบอกด้วยเหตุเท่านี้หรือ
……….ท่านอุทกดาบสก็บอกว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้ว จึงบอกด้วยเหตุเพียงเท่านี้แหละ เราจึงบอกว่า ท่านผู้มีอายุ แม้ข้าพเจ้าก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนี้ด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วอยู่ด้วยเหตุเท่านี้ ท่านอุทกดาบสกล่าวว่า ท่านทำให้แจ้งซึ่งธรรมใดด้วยความรู้ยิ่งเอง บรรลุแล้วอยู่ เราก็ทำให้แจ้งซึ่งธรรมนั้น ด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วบอกด้วยประการดังนี้ เรารู้ธรรมใด ท่านก็รู้ธรรมนั้น ท่านรู้ธรรมใด เราก็รู้ธรรมนั้น เป็นอันว่า เราเช่นใด ท่านก็เช่นนั้น ท่านเช่นใดเราก็เช่นนั้นด้วยประการดังนี้ มาเถิด บัดนี้เราทั้งสองจะอยู่ร่วมกันปกครองคณะนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านอุทกดาบสรามบุตร ทั้งที่เป็นอาจารย์เรา ก็ยกย่องเราผู้เป็นศิษย์เสมอด้วยตนด้วย บูชาเราด้วยการบูชาอย่างดีด้วย เราจึงมีความแน่ใจว่า ธรรมคือเนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อความสงบ เพื่อความดับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้พร้อม เพื่อนิพพาน เพียงแต่เป็นไปเพื่อเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะภพเท่านนั้น เราไม่พอใจธรรมนั้น ระอาธรรมนั้น จึงได้หลีกไป
………….เรื่องการแสวงหาหนทางสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ที่พระบรมศาสดา ทรงเปิดใจตรัสเล่าให้กับสัจจกนิครนถ์ฟัง ยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ แต่ยังมีเนื้อหาที่อัดแน่นด้วยสารธรรมที่น่ารู้อีกมากมาย พวกเราทั้งหลายในฐานะที่เป็นพุทธบริษัทควรจะศึกษาเรื่องการใช้ความวิริยอุตสาหะ และใช้สติปัญญาอันเฉียบแหลมที่ทรงสั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ว่าพระพุทธองค์ทรงนำมาใช้ในการไตร่ตรองพิจารณาหัวข้อธรรมที่ได้ทรงเข้าถึงว่า เป็นที่สุดของการแสวงหาแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ถึงที่สุด แล้วจะไปถึงจุดหมายปลายทางคือที่สุดแห่งทุกข์ได้อย่างไร พระพุทธองค์ทรงอาศัยปัญญาบารมีที่สั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วน มาตัดสินและแนะนำพระองค์เองให้ดำเนินบนเส้นทางอริยะได้อย่างไร จึงได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้าผู้มีชัยชนะอนันตกาล …บุคคลผู้เอก เมื่อเกิดขึ้นในโลกย่อมเกิดขึ้นเป็นผู้ไม่เป็นที่สองรองใคร ไม่มีใครเช่นกับพระองค์ ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีส่วนเปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอ เป็นผู้เลิศกว่าคนทั้งหลาย บุคคลเอกคือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า…..
……….ส. “ข้าแต่พระโคดม ด้วยเหตุเท่าไร ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้วอยู่จบพรหมจรรย์แล้วมีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้วปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับมีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ”
……….พ. “ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นเบญจขันธ์ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ อันใดอันหนึ่ง ทั้งที่ล่วงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งที่เกิดขึ้นเฉพาะในบัดนี้ ที่เป็นภายในก็ดี ที่เป็นภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ในที่ไกลก็ดี ในที่ใกล้ก็ดี ก็เป็นแต่รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่ได้เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตนของเราดังนี้จิตจึงพ้นแล้วเพราะไม่ถือมั่น ดูก่อนอัคคิเวสสนะด้วยเหตุเท่านี้แหละ ภิกษุชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว มีประโยชน์ตนถึงแล้วโดยลำดับ มีสัญโญชน์อันจะนำไปสู่ภพสิ้นแล้วพ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ภิกษุที่พ้นวิเศษแล้วอย่างนี้แหละประกอบด้วยคุณอันยอดเยี่ยม ๓ ประการคือ ความเห็นอันยอดเยี่ยม ๑ ความปฏิบัติอันยอดเยี่ยม ๑ ความพ้นวิเศษอันยอดเยี่ยม ๑ เมื่อมีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้ ย่อมสักการะเคารพ นับถือบูชาตถาคตว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นตรัสรู้แล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อให้ตรัสรู้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงฝึกพระองค์แล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อฝึก พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นสงบแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อสงบ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงข้ามพ้นแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อข้ามพ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงดับสนิทแล้ว ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อความดับสนิท”
……….ส. ข้าแต่พระโคดม ข้าพเจ้าเป็นคนคอยกำจัดคุณผู้อื่น เป็นคนคะนองวาจาได้สำคัญถ้อยคำของพระโคดมว่า ตนอาจรุกรานได้ด้วยถ้อยคำของตน บุรุษมาปะทะช้างซับมันเข้าก็ดี เจอะกองไฟอันกำลังลุกโพลงก็ดี ยังพอเอาตัวรอดได้บ้าง แต่มาเจอพระโคดมเข้าแล้ว ไม่มีเอาตัวรอดได้เลย ข้าแต่พระโคดม ขอพระโคดมพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จงรับนิมนต์เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด
……….สัจจกนิครนถ์ทราบว่าพระพุทธองค์ทรงรับนิมนต์แล้ว จึงบอกพวกเจ้าลิจฉวีที่มาด้วยว่า ตนได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้ พวกท่านจะนำอาหารใดมาเพื่อข้าพเจ้า จงเลือกอาหารที่ควรแก่พระโคดมเถิด ครั้นรุ่งเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปอารามของสัจจกนิครนถ์พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ สัจจกนิครนถ์ก็อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานด้วยมือของตน ให้อิ่มหนำสำราญ
……….เป็นอันว่า สัจจกนิครนถ์แม้จะทะนงตนว่ามีความรู้มาก แต่เมื่อเปรียบดวงปัญญาแห่งพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธองค์แล้ว ก็เป็นเสมือนแสงหิ่งห้อยในยามราตรีที่ไม่อาจเทียบแสงจันทร์อันสว่างไสวได้เลย ผู้รู้ได้กล่าวเอาไว้ว่า บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ความรู้เป็นสิ่งที่ประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป อวิชชาเป็นสิ่งประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า พระสงฆ์เป็นผู้ประเสริฐสุด บรรดาชนผู้แถลงคารม พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐสุด เพราะฉะนั้น จึงสมควรอย่างยิ่งที่พระพุทธองค์ทรงได้รับการยกย่องว่า เป็นศาสดาเอกของโลก เพราะพระองค์ทรงมีพุทธิปัญญารู้แจ้งโลกทั้งหมดมากที่สุด ทรงบริสุทธิ์ที่สุดและมีมหากรุณามากที่สุด สมควรที่เราจะกราบไหว้บูชา เทิดทูนไว้เป็นที่พึ่งที่ระลึกของเราตลอดไป…


พระจอมมุนีทรงรุ่งเรืองด้วยประทีปคือปัญญา ได้ทรงชนะสัจจกนิครนถ์ ผู้เป็นคนมืดยิ่งนัก มีอัธยาศัยไม่ยอมรับความจริง มีใจคิดแต่จะยกตนข่มผู้อื่น ด้วยเดชแห่งพุทธชัยมงคลนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแก่ท่าน

……….มีวาระพระบาลีที่ท่านกล่าวเอาไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เอกบุรุษ เมื่ออุบัติขึ้นในโลก ย่อมอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์สุขแก่มหาชน เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์สุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคลนั้นคือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า”
………….ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเอก เมื่อเกิดขึ้นในโลกย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ บุคคลผู้เอกคือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
………….ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏขึ้นแห่งบุคคลเอกเป็นความปรากฏแห่งจักษุใหญ่ แห่งแสงสว่างใหญ่ แห่งโอภาสใหญ่แห่งอนุตตริยะ ๖ เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ เป็นการแทงตลอดธาตุเป็นอันมาก เป็นการแทงตลอดธาตุต่าง ๆ เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุตติ เป็นการกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล บุคคลเอกคือพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
……….ต่อจากครั้งที่แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าถึงการแสวงหาทางตรัสรู้ของพระองค์ก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าว่า เจอผู้รู้ที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ สามารถรู้วาระจิตได้ จนกระทั่งสามารถบรรลุธรรมขั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ หากละโลกไปแล้วก็ต้องไปสู่เกิดในอรูปภพโน่น แต่ก็ทรงรู้ว่านั่นไม่ใช่ทางหลุดพ้นอย่างแท้จริง จึงทรงบอกกับสัจจกนิครนถ์ให้รู้ถึงหนทางที่เป็นเหตุให้พระองค์ตรัสรู้แล้วเอง
โดยชอบด้วยพระองค์เองต่อไป
อุ ป ม า ๓ ป ร ะก า ร ป ร ะ ตู สู่ ค ว า ม ห ลุ ด พ้ น
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรานั้นแล เสาะหาว่าอะไรเป็นกุศลเมื่อแสวงหาทางอันสงบอย่างประเสริฐ จึงเที่ยวจาริกไปในมคธชนบทโดยลำดับ ก็ลุถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ได้เห็นภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์ จึงดำริว่า ภูมิภาคนี้ สมควรใช้เป็นที่บำเพ็ญเพียร จึงนั่งลงเจริญสมาธิภาวนา ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ครั้งนั้นอุปมา ๓ ข้ออันไม่น่าอัศจรรย์ ที่เราไม่เคยได้ยินมาในกาลก่อน มาปรากฏแจ่มแจ้งแก่เรา
……….อุปมาข้อที่ ๑ ว่า เปรียบเหมือนไม้สดมียางที่เขาวางไว้ในน้ำ บุรุษถือเอาไม้สีไฟมาสีเข้า ด้วยหวังว่าเราจักให้ไฟเกิดปรากฏขึ้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้ไฟสีลงที่ไม้สดมียางที่เขาวางในน้ำ พึงให้ไฟเกิดปรากฏขึ้นได้บ้างหรือหนอ
……….ส. ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลยพระโคดมผู้เจริญ พ. นั่นเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะ ไม้สดนั้นมียางทั้งวางไว้ในน้ำ บุรุษนั้นก็มีแต่ความเหน็ดเหนื่อยลำบากเปล่า ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ฉันนั้นก็เหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งยังไม่หลีกจากกามด้วยกาย ยังมีความรักใคร่ ความกระหายและความกระวนกระวายเพราะกาม สมณะหรือพราหมณ์ ผู้เจริญเหล่านั้น แม้เสวยทุกขเวทนาที่กล้า หยาบ เผ็ดร้อนอันเกิดขึ้นเพราะความเพียรก็ดี หรือไม่ได้เสวยทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อรู้เพื่อเห็น เพื่อความตรัสรู้ดีอันประเสริฐ นี้แล อุปมาข้อที่ ๑
……….อุปมาข้อที่ ๒ ว่า เปรียบเหมือนไม้สดมียางที่เขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า บุรุษถือไม้สีไฟมาสีเข้าด้วยหวังว่าเราจักให้ไฟเกิดปรากฏขึ้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้สีไฟสีลงที่ไม้สด ที่เขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า พึงให้ไฟเกิดปรากฏขึ้นได้บ้างหรือหนอ สัจจกนิครนถ์ทูลว่า ข้อนี้เป็นไปไม่ได้เลย พระโคดมผู้เจริญ เพราะไม้สดอันมียางถึงเขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า บุรุษนั้นก็มีแต่ความเหน็ดเหนื่อยเปล่า
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง แม้หลีกออกจากกามด้วยกายแล้ว แต่ยังมีความพอใจรักใคร่ กระวนกระวายเพราะกาม ในกามทั้งหลาย ยังมิได้ระงับคืนเสียด้วยดีภายใน สมณะหรือพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น แม้เสวยทุกขเวทนาที่เผ็ดร้อนอันเกิดขึ้นจากความเพียรก็ดี หรือมิได้เสวยทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็เป็นผู้ไม่ควรเพื่อรู้เพื่อเห็น เพื่อความตรัสรู้อันประเสริฐ นี้แลอุปมาข้อที่ ๒
……….อุปมาข้อที่ ๓ อื่นอีกว่า เปรียบเหมือนไม้แห้งสนิทที่เขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า บุรุษถือเอาไม้สีไฟมาถือเข้าด้วยความหวังว่า เราจักให้ไฟปรากฏขึ้น ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษนั้นเอาไม้สีไฟสีลงที่ไม้อันแห้งสนิท ที่เขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า พึงให้ไฟปรากฏขึ้นได้บ้างหรือหนอ
……….สัจจกนิครนถ์ทูลว่า เป็นอย่างนั้นพระโคดมผู้เจริญ เป็นเพราะไม้แห้งสนิทที่เขาวางไว้บนบกห่างจากนํ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ฉันนั้นเหมือนกันแล สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง หลีกออกจากกามด้วยกายแล้ว ทั้งระงับความพอใจในกามทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น แม้เสวยทุกขเวทนาที่เผ็ดร้อน อันเกิดขึ้นจากความเพียรก็ดี หรือมิได้เสวยทุกขเวทนาเช่นนั้นก็ดี ก็เป็นผู้ควรเพื่อรู้เพื่อเห็น เพื่อความตรัสรู้อันประเสริฐ นี้แลอุปมาข้อที่ ๓ ที่ไม่น่าอัศจรรย์ ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน มาปรากฏแจ่มแจ้งแก่เรา
พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ท ร ง บำ เ พ็ ญ ทุ ก ร กิ ริ ย า
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าการทำความเพียรของพระองค์ต่อไปว่า ดูก่อน อัคคิเวสสนะ เรานั้นมีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงกดฟันด้วยฟัน เอาลิ้นดันเพดานปากไว้ให้แน่นเอาจิตข่มคั้นจิตให้เร่าร้อน เรานั้นก็กดฟันด้วยฟันเอาลิ้นดันเพดานไว้ให้แน่น เมื่อเราทำดังนั้น เหงื่อก็ไหลออกจากรักแร้ทั้งสองข้าง เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังจับบุรุษที่มีกำลังน้อยกว่า ที่ศีรษะหรือที่คอ แล้วบีบคั้นรัดไว้ให้แน่นฉันนั้น
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่นไม่ได้ฟั่นเฟือน แต่มีกายกระวนกระวายไม่สงบระงับ เพราะความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงอยู่ แต่ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้ เรากลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปากและทางจมูก เมื่อทำเช่นนั้น ลมก็จะออกทางหูทั้งสองข้าง มีเสียงดังอู้ๆ เหมือนเสียงสูบช่างทองที่เขาสูบอยู่ แต่ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราได้
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงเจริญฌานอันไม่มีลมปรานเถิด เรากลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปากและทางจมูกและทางช่องหู เมื่อเรากั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางจมูกและทางช่องหู ลมเป็นอันมากก็เสียดแทงศีรษะ เหมือนบุรุษมีกำลัง เอามีดโกนที่คมเชือดศีรษะฉะนั้น เรามีสติตั้งมั่น ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราได้เลย
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงเจริญฌานอันไม่มีลมปรานเถิด เรากลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปากและทางจมูกและทางช่องหู เมื่อเราทำเช่นนั้นก็จะมีเวทนาในศีรษะเป็นอันมาก เหมือนบุรุษที่มีกำลังเอาเชือกหนังอันมั่นรัดเข้าที่ศีรษะฉันนั้น เราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน มีสติตั้งมั่นไม่ฟั่นเฟือน แต่มีกายกระวนกระวายไม่สงบระงับ เพราะความเพียรที่ทนได้ยากเสียดแทงอยู่ แต่ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรากลั้นลมหายใจออกและลมหายใจเข้าทางปาก ทางจมูกและทางช่องหู ทำให้ลมเป็นอันมากบาดท้อง เหมือนนายโคฆาตหรือลูกมือของนายโคฆาตผู้ฉลาด เอามีดสำหรับแล่โคที่คมเถือแล่ท้องฉะนั้น เรากลั้นลมหายใจ ทำให้มีความเร่าร้อนในร่างกายเป็นอันมาก เหมือนบุรุษที่มีกำลัง ๒ คน ช่วยกันจับบุรุษคนหนึ่งที่มีกำลังน้อยกว่าที่แขนทั้ง ๒ ข้างแล้ว ให้เร่าร้อนอยู่ใกล้หลุมถ่านเพลิงฉะนั้น
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เทวดาเห็นเราแล้วพากันกล่าวว่า พระสมณโคดมทำกาละแล้ว บางพวกกล่าวว่ายังมิได้ทำกาละ บางพวกกล่าวว่าพระสมณโคดมยังมิได้ทำกาละ แต่ก็จะทำกาละ บางพวกกล่าวว่าพระสมณโคดม ไม่ทำกาละ ทั้งจะไม่ทำกาละ พระสมณโคดมจะเป็นพระอรหันต์
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงปฏิบัติอดอาหารเสียโดยประการทั้งปวงเถิด ขณะนั้นพวกเทวดาเข้ามาหาเราแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านนิรทุกข์ ท่านอย่าปฏิบัติอดอาหารเลย ถ้าท่านจักปฏิบัติอดอาหาร ท่านจะได้ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยโอชาหารนั้น เรามีความดำริว่า เราปฏิญาณว่าจะตัดอาหารโดยประการทั้งปวง แต่เทวดาเหล่านี้จะแทรกโอชาหารตามขุมขนของเรา เราจะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วย โอชาหารนั้น การปฏิญญานั้นเป็นการมุสาแก่เราเอง เราจึงห้ามเทวดาเหล่านั้นว่า ข้อนั้นไม่ควร
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่า ถ้ากระไรเราพึงกินอาหารให้น้อยลงๆ เพียงซองมือหนึ่ง ๆ บ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดถั่วเขียวบ้าง เท่าเยื่อเมล็ดถั่วดำบ้าง เท่าเยื่อในเมล็ดบัวบ้าง ทำให้มีร่างกายซูบผอมยิ่งนัก เหลือแต่อวัยวะน้อยใหญ่ เนื้อตะโพกก็ลีบเหมือนกับอูฐ กระดูกสันหลังก็ผุดเป็นหนามเหมือนเถาหนามรอบข้อ ซี่โครงทั้ง ๒ ข้างขึ้นสะพรั่ง เหมือนกลอนศาลาเก่าที่สะพรั่งอยู่ ดวงตาทั้งสองก็ลึกเข้าไปในเบ้าตา เหมือนดวงดาวในบ่อน้ำลึกปรากฏอยู่ หนังศีรษะบนศีรษะก็หดเหี่ยวเหมือนลูกน้ำเต้าที่เขาตัดมายังดิบ ต้องลมและแดดเข้าก็ต้องเหี่ยวไปเรานึกว่าลูบพื้นท้อง ก็จับถึงกระดูกสันหลัง เมื่อนึกจะลูบกระดูกสันหลังก็จับถึงพื้นท้อง เพราะพื้นท้องของเราติดแนบถึงกระดูก เมื่อนึกว่าจะถ่ายอุจจาระและปัสสาวะก็ซวนเซล้มลง ณ ที่นั้น เมื่อจะให้กายสบายบ้าง ก็เอามือลูบตัวเข้า ขนทั้งหลายที่มีรากเน่า ก็หลุดร่วงจากกาย มนุษย์ทั้งหลายเห็นเราเข้าแล้วก็กล่าวว่า พระสมณโคดมดำไป บางพวกก็พูดว่า พระสมณโคดมไม่ดำ เป็นแต่คลํ้าไป บางพวกก็พูดว่าไม่ดำไม่คลํ้าเป็นแต่พร้อยไป เรามีผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่องเปล่งปลั่ง แต่เสียผิวไป ก็เพราะเป็นผู้มีอาหารน้อยเท่านั้น
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรามีความดำริว่าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในอดีต ในอนาคตหรือในปัจจุบันที่เสวยทุกขเวทนาเผ็ดร้อน ที่เกิดขึ้นเพราะความเพียร ทุกขเวทนานั้นอย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่เกินกว่านี้ขึ้นไป แต่เราก็มิได้บรรลุญาณทัสสนะอันวิเศษที่พอแก่พระอริยะ ซึ่งยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ด้วยทุกกรกิริยาอันเผ็ดร้อนนี้ ชะรอยทางแห่งความตรัสรู้พึงเป็นทางอื่นกระมัง
ห น ท า ง สู่ พ ร ะ นิ พ พ า น
……….เราจึงมีความดำริว่า เราจำได้อยู่เมื่อคราวงานของพระบิดา เรานั่งอยู่ใต้ร่มหว้าอันเย็น ได้สงัดจากกามทั้งหลาย สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร ปิติสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ ทางนั้นเป็นทางตรัสรู้กระมัง เรามีวิญญาณตามระลึกด้วยสติว่า ทางนั้นเป็นทางความตรัสรู้ แล้วเราก็ดำริต่อไปว่า ความสุขนั้นอันเรามีกายซูบผอมมาก ไม่ทำได้ง่ายเพื่อจะบรรลุ ถ้ากระไรเราพึงกินอาหารหยาบคือข้าวสุกและขนมกุมมาสเถิด เราก็กินอาหารหยาบคือข้าวสุกและขนมกุมมาส ครั้งนั้นปัญจวัคคีย์ที่เฝ้าบำรุงเราหวังว่า พระสมณโคดมบรรลุธรรมใด จักบอกธรรมนั้นแก่เราทั้งหลาย เมื่อเรากินอาหาร ปัญจวัคคีย์ทั้งห้านั้น ก็ระอาหลีกไปด้วยความเข้าใจว่า เราคลายความเพียรเวียนเพื่อความเป็นผู้มักมากเสียแล้ว
ขั้ น ต อ น ก า ร ต รั ส รู้ ธ ร ร ม
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรากินอาหารหยาบให้กายมีกำลังแล้ว สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจารมีปีติและเกิดแต่วิเวกอยู่ แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้ เราบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้นเพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เรามีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ เราบรรลุจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสและโทมนัสในก่อนเสียได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำเราตั้งอยู่ได้
……….เราเมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ก็น้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสติญาณ เราย่อมระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยในก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยได้เป็นอันมาก ทั้งอาการ ทั้งอุเทสด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ในปฐมยามแห่งราตรี เราได้บรรลุวิชชาที่ ๑ เมื่อเราไม่ประมาท มีความเพียรส่งจิตไปอยู่ อวิชชาเรากำจัดเสียแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นแล้วก็มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าต่อไปว่า เราเมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ก็น้อมจิตไป เพื่อจุตูปปาตญาณ เราเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งสัตว์ที่เป็นไปตามกรรม ฯลฯ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ในมัชฌิมยามแห่งราตรี เราได้บรรลุวิชชาที่ ๒
……….เมื่อเราไม่ประมาท มีความเพียรส่งจิตไปอยู่ อวิชชาเรากำจัดเสียแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นแล้วเห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำจิตเราตั้งอยู่ได้ เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ก็น้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความจริงว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเรารู้เห็นอย่างนี้ จิตหลุดพ้นแล้วแม้จากกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณรู้ว่าพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำๆ เสร็จแล้ว กิจอื่นที่ควรทำเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ในปัจฉิมยามแห่งราตรี เราได้บรรลุวิชชาที่ ๓ เมื่อเราไม่ประมาท มีความเพียรส่งจิตไปอยู่ อวิชชาเรากำจัดเสียแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดเรากำจัดสิ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แม้สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเห็นปานนี้ ก็มิได้ครอบงำจิตของเราตั้งอยู่ได้ ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรารู้เฉพาะอยู่ว่า เป็นผู้แสดงธรรมแก่บริษัทหลายร้อยถึงแม้บุคคลคนหนึ่งๆ สำคัญเราอย่างนี้บ้างว่า พระสมณโคดมแสดงธรรมปรารภเราเท่านั้น ท่านอย่าพึงเห็นอย่างนั้น พระตถาคตย่อมแสดงแก้บุคคลเหล่านั้นโดยชอบ เพื่อประโยชน์ให้รู้แจ้งอย่างเดียวเราประคองจิตตั้งมั่น เพื่อประโยชน์ให้รู้แจ้งอย่างเดียว เราประคองจิตสงบตั้งมั่น ทำให้เป็นสมาธิภายใน สมาธิเบื้องต้น จนจบคาถานั้นทีเดียว เรารู้อยู่ด้วยผลสมาธิเป็นสุญญตะตลอดกาล
……….สัจจกนิครนถ์ได้ฟังขั้นตอนการบำเพ็ญจิตตภาวนาจนได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ได้อัศจรรย์ใจอะไร แต่เพียงทูลถามเรื่องอื่นต่อไปว่า “ข้อนั้น ควรเชื่อต่อพระสมณโคดมผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แต่พระสมณโคดมย่อมรู้เฉพาะว่า พระองค์เป็นผู้หลับในกลางวันบ้างหรือ”
……….พ. ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เรารู้เฉพาะอยู่ว่า ในเดือนท้ายฤดูร้อน เรากลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต ปูสังฆาฏิให้เป็น ๔ ชั้น แล้วเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะก้าวลงสู่ความหลับโดยข้างเบื้องขวา” ส. พระสมณโคดมผู้เจริญ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าหนึ่งย่อมกล่าวข้อนั้น ในความอยู่ด้วยความหลง
ต รั ส ค ว า ม เ ป็ น ผู้ ห ล ง แ ล ะ ไ ม่ ห ล ง
……….พ. บุคคลเป็นผู้หลงทางหรือไม่หลงด้วยเหตุเพียงเท่านั้นหามิได้ ก็บุคคลเป็นผู้หลงหรือไม่หลงด้วยเหตุใด ท่านจงทำใจไว้ให้ดี ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ก็อย่างไรบุคคลเป็นผู้หลง อาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวายมีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังละไม่ได้แล้ว เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้ไม่หลง บุคคลนั้นนับว่าเป็นผู้ไม่หลงเพราะเหตุละเสียได้ซึ่งอาสวะทั้งหลาย
……….ดูก่อนอัคคิเวสสนะ อาสวะทั้งหลายอันทำให้เศร้าหมอง ให้เกิดภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติมรณะต่อไป ตถาคตละได้แล้ว มีรากอันตัดขาดแล้ว ทำให้ไม่มีที่ตั้งดังว่าต้นตาลยอดด้วน ทำไม่ให้สืบไป ไม่มีความเกิดต่อไปเป็นธรรมดา ดุจเดียวกับต้นตาลยอดด้วนตัดยอดเสียแล้วไม่อาจงอกงามได้ต่อไป
สั จ จ ก นิ ค ร น ถ์ ส ร ร เ ส ริ ญ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า
……….คราวนี้เมื่อสัจจกนิครนถ์ได้ฟังคำตอบที่ชัดเจนเช่นนั้นแล้ว ก็จนด้วยคำถามที่จะสรรหามาทำให้พระพุทธองค์ทรงจนด้วยคำตอบ เพราะปุถุชนส่วนมากเป็นผู้มีกิเลสในดวงตา มีปัญหาในดวงจิต ทำให้ชีวิตมีแต่ความทุกข์และมากไปด้วยการแสวงหา แต่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่มีความสงสัยในดวงจิต มีแต่คำตอบล้วนๆ พระองค์เป็นผู้ไม่มีปัญหา มีแต่พุทธิปัญญาที่ไม่มีใครเสมอเหมือน สัจจกนิครนถ์จึงทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ เรื่องที่ท่านกล่าวมานั้น น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ามาสนทนากระทบกระทั่ง ทั้งไต่ถามด้วยถ้อยคำที่ปรุงแต่งมาอย่างนี้ ก็ยังมีผิวพรรณสดใส ทั้งมีสีหน้าเปล่งปลั่ง เพราะท่านเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
……….พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าจำได้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ปรารภโต้ตอบวาทะกะท่านปูรณะกัสสป ท่านมักขลิโคสาล ท่านอชิตเกสกัมพล ท่านปกุธะกัจจายนะ ท่านสัญชัย เวลัฏฐบุตร ท่านนิครนถ์นาฏบุตร แม้ท่านเหล่านั้นปรารภโต้ตอบวาทะกับข้าพเจ้า ก็เอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อนเสีย และชักนำให้พูดนอกเรื่อง ทั้งทำความขัดเคืองขัดแค้นให้ปรากฏ ส่วนพระโคดมผู้เจริญอันข้าพเจ้ามาสนทนากระทบกระทั่ง ทั้งไต่ถามด้วยถ้อยคำที่ปรุงแต่งอย่างนี้ ก็มีผิวพรรณสดใส ทั้งมีสีหน้าเปล่งปลั่ง เพราะท่านเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอโอกาสกราบทูลลาไปในบัดนี้ ข้าพเจ้ามีภาระกิจมาก มีธุระที่ต้องทำมาก
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านจงสำคัญกาลอันควรในบัดนี้เถิด สัจจกนิครนถ์ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป
……….เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้น ทรงมีมหากรุณาอันไม่มีประมาณจริงๆ แม้ว่าสัจจกนิครนถ์ฟังธรรมแล้ว ยังไม่ได้บรรลุธรรมอะไรเลย อีกทั้งไม่ได้ยึดเอาพระพุทธองค์หรือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แต่ก็ยังทรงแสดงธรรมเทศนาที่ละเอียดลึกซึ้งสุขุมลุ่มลึกไปตามลำดับ เพราะทรงเห็นด้วยอนาคตังสญาณว่า พระธรรมเทศนาในครั้งนี้จะเป็นอุปนิสัยปัจจัยส่งผลให้สัจจกนิครนถ์ได้บรรลุธรรมาภิสมัย ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า คือเมื่อนิครนถ์ละโลกไปแล้ว กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ท่านจะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นทุกประการ
……….เพราะฉะนั้น การที่พวกเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เลื่อมใสพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเอกบุรุษในโลก นับว่าพวกเราเป็นผู้มีบุญลาภอันประเสริฐ เกิดมาชาตินี้ถือว่าเป็นชีวิตที่มีสาระแก่นสาร มีชีวิตไม่ว่างเปล่าจากกุศลความดี เกิดมาเพื่อสั่งสมบุญบารมีกันจริงๆ ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้นได้ยาก ใครที่มีความเลื่อมใสอย่างนี้ แสดงว่าผู้นั้นได้สั่งสมบุญเก่ามาดี ได้เคยพบเห็นหรือผ่านพระพุทธเจ้ามานับภพนับชาติไม่ถ้วน จึงทำให้รู้ซึ้งถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธองค์ แล้วการฝึกฝนอบรมตนเองก้าวตามรอยบาทพระบรมศาสดา จะทำให้เราเป็นผู้มีชัยชนะตลอดกาลคือเอาชนะกิเลสอาสวะภายในตัว เป็นอิสระจากการบังคับบัญชาของพญามารตลอดไป…

จ บ ชั ย ช น ะ ค รั้ ง ที่ ๖

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s