ชัยชนะของพระพุทธเจ้าครั้งที่ ๗ : นันทโปนันทนาคราช

541528_336853029758452_1120409242_n

ชั ย ช น ะ ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ค รั้ ง ที่ ๗
ท ร ง มี ชั ย แ ก่ นั น โ ท ป นั น ท น า ค ร า ช

นนฺโทปนนฺทภุชคํ วิพุธํ มหิทฺธึ
ปุตฺเตน เถรภุชเคน ทมาปยนฺโต
อิทฺธูปเทสวิธินา ชิตวา มุนินฺโท
ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจอมมุนี ทรงโปรดให้พระโมคคัลลานะเถระพุทธชิโนรส ไปปราบนันโทปนันทนาคราช ผู้มีความรู้ผิด มีฤทธิ์มาก ด้วยวิธีให้แสดงฤทธิ์ทรมาน ให้สิ้นฤทธิ์ ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงเกิดมีแก่ท่าน
……….ท่านผู้รู้ได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าเอาไว้ว่า “ภูเขาเวปุลละ เขากล่าวกันว่า สูงตระหง่านเป็นเยี่ยมกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในกรุงราชคฤห์ เสตบรรพตเป็นเลิศกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่าหิมวันต์ ดวงสุริยาเป็นเลิศกว่าบรรดาสิ่งที่ไปในอากาศ มหาสมุทรเป็นเลิศกว่าห้วงน้ำทั้งหลาย ดวงจันทราเป็นเลิศกว่าดวงดาราทั้งหมด ส่วนพระพุทธเจ้าเป็นเลิศกว่าประชุมชนทั้งโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก”
……….พระพุทธเจ้าของเรานั้น นอกจากจะเป็นครูของมนุษย์แล้ว ยังสามารถโปรดเหล่านาค ยักษ์ อมนุษย์ เทวดาและพรหมให้ได้บรรลุธรรมตามพระองค์ได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน ยักษ์แม้เหี้ยมโหด ดุร้ายสักปานใด เมื่อเจอพุทธานุภาพเข้าแล้ว ก็ถูกปราบให้กลายเป็นยักษ์ผู้มีใจงดงาม มีศีลธรรมประจำใจ กระทั่งพญานาคที่มีฤทธานุภาพมาก สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ก็ไม่อาจจะเทียบพุทธานุภาพอันไม่มีประมาณของพระองค์ได้เลย
……….ในเรื่องพุทธชัยมงคลที่ ๗ นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเอาชนะพญานาคชื่อ นันโทปนันทะ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ที่วิหารเชตวัน ทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติ แผ่ข่ายพระญาณไปทั่วหมื่นโลกธาตุ ทรงเห็นนันโทปนันทนาคราชเข้ามาในข่ายพระญาณ ก็ทราบว่าพญานาคนี้ดุร้ายยิ่งนัก แต่อาศัยเคยสั่งสมบุญเอาไว้ในปางก่อนไว้มาก หากพระองค์เสด็จไปทรมานก็จะหันมานับถือพระรัตนตรัย แล้วจะเป็นอุปนิสัยปัจจัยให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพานในชาติต่อๆ ไป เพราะฉะนั้น ก่อนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จไปรับภัตตาหารที่บ้านของอนาถบินฑิกเศรษฐี ทรงรับสั่งท่านพระอานนท์ให้สงฆ์ทราบว่า พระองค์จะเสด็จไปเทวโลกก่อนที่จะไปฉันที่บ้านของท่านเศรษฐี บรรดาพระมหาสาวกก็พาบริวารของตนเอง มาคอยรับเสด็จพระพุทธองค์ แล้วติดตามเหาะไปสู่พรหมโลกด้วยกายเนื้อ
พ ญ า น า ค ข ว า ง ท า ง ไ ป สู่ ส ว ร ร ค์
……….ในสมัยนั้น พระยานาคชื่อนันโทปนันทะ เนรมิตรกายให้งดงามประดุจเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ นั่งอยู่บนรัตนบัลลังก์ เสวยทิพยสมบัติด้วยใจเบิกบานทีเดียว ครั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระสาวกเหาะมาก็โกรธตามประสาผู้มีทิฏฐิมานะว่า “สมณะเหล่านี้เห็นทีจะไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อไปก็ต้องเหาะข้ามหัวเราไป ฝุ่นละอองที่ติดเท้าก็จะร่วงหล่นใส่เรา ควรที่เราขึ้นไปห้ามเสียก่อน ไม่ให้เหาะข้ามไปเด็ดขาด” คิดแล้วก็เอาหางรัดเขาพระสุเมรุซึ่งสูงประมาณ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ไว้ ๗ รอบ เลิกพังพานปิดเมืองดาวดึงส์อันมีบริเวณ ๑๒ โยชน์ และปรากฏอยู่เหนือยอดเขาพระสุเมรุ บันดาลให้เป็นหมอกควันมืดอนธการไปหมด
……….พระรัฐปาลเถระเห็นความผิดปรกติเช่นนั้น ก็ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า เมื่อก่อนข้าพระองค์ยืนอยู่ตรงนี้ สามารถมองเห็นภูเขาที่อยู่ล้อมภูเขาพระสุเมร และได้เห็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เห็นเวชยันตปราสาท ได้เห็นธงเบื้องบนเวชยันตปราสาท แต่มา ณ บัดนี้ไม่เห็นอะไรเลย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุอะไรพระเจ้าข้า” เมื่อทราบว่า พญานาคเป็นเพียงสัตว์ดิรัจฉานผู้มีอานุภาพเท่านั้น แต่บังอาจมาขัดขวางหนทางพระพุทธเจ้า ก็อาสาที่จะปราบพระยานาคให้สิ้นฤทธิ์เสียเลย แต่ท่านก็ถูกพระพุทธองค์ตรัสห้ามไว้เสียก่อน พระอรหันต์รูปอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพระภัททิยะ พระราหุล ต่างก็ทูลอาสาที่จะไปปราบพญานาค พระองค์ก็ทรงห้ามเอาไว้เหมือนกัน ด้วยทรงทราบว่าไม่ใช่วิสัยของพระอรหันต์ทั้งหลายที่จะทำลายทิฏฐิมานะของพญานาค ผู้มีฤทธานุภาพมาก หากไม่ระวังอาจถูกนาคทำร้ายถึงขั้นต้องตาย คือเข้านิพพานกันก่อนเวลาสมควรก็เป็นได้ ครั้นเมื่อพระมหาโมคัลลานะทูลอาสา จึงทรงอนุญาตพร้อมทั้งทรงประทานพรให้มีชัยชนะแก่พระยานาค
พ ร ะ โ ม ค คั ล ล า น ะ ต่ อ สู้ กั บ พ ญ า น า ค
……….พระมหาโมคคัลลานะ ครั้นได้รับพุทธานุญาตแล้วก็คิดว่า พระยานาคราชนี้เข้าใจว่าตัวเองมีฤทธิ์มาก ไม่มีใครเปรียบได้ จึงได้คิดอกุศลต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า จำเราจะทรมานเสียให้สิ้นพยศ ท่านคิดดังนั้นแล้ว ก็เนรมิตกายเป็นพระยานาคที่มีร่างกายยาวใหญ่กว่าพระยานันโทปนันทะถึง ๒ เท่า มีพังพานประมาณแสนโกฏิ ประดับไปด้วยแก้วและทองงดงาม แล้วรัดกายของพระยานาคราชนั้นให้แน่นเข้ากับเขาพระสุเมรุ มิให้เคลื่อนไหวได้ ฝ่ายพระยานาคถูกนาคพระมหาโมคคัลลาน์รัดจนแทบกระดูกแตกก็โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก ได้พ่นพิษให้เป็นควันพุ่งใส่พระเถระเต็มที่ แต่พระมหาโมคคัลลาน์ก็บันดาลให้ควันเกิดขึ้นมากยิ่งกว่า ปราบฤทธิ์ของพระยานาค
……….พระยานาคขัดเคืองมาก ก็พ่นควันพิษเป็นเปลวไฟอันร้อนแรงเข้าใส่ พระเถระก็เข้าเตโชกสิณ เนรมิตไฟที่ร้อนแรงกว่าให้เกิดขึ้น ไฟของพระยานาคไม่อาจระคายเคืองผิวของพระเถระได้เลย แต่พยานาคกลับถูกไฟของพระเถระเบียดเบียนจนร้อนรุ่มยิ่งนัก พระยานาคคิดว่า “สมณะนี้ชื่ออะไรหนอ ทำไมจึงมีฤทธิ์มากอย่างนี้” พระเถระก็บอกให้ทราบว่าเป็นสาวกเบื้องซ้ายของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระยานาคจึงหาเรื่องต่อว่า “ท่านเป็นสมณะ ทำไมจึงมาทำร้ายข้าพเจ้า การกระทำของท่านมิควรแก่สมณะเลย”
……….ท่านพระเถระตอบว่า “เรานี้ไม่ได้ลงโทษท่านเพราะความโกรธ แต่ที่ทรมานท่านนั้นน่ะ ก็หวังจะให้ท่านละความเห็นผิด ให้ตั้งอยู่ในทางของพระอริยเจ้า” ว่าแล้วก็กลับเพศเป็นพระมหาโมคคัลลาน์พร้อมกับสอนว่า “เจ้าเป็นเดียรัจฉานมีความประมาท มิรู้จักบาปบุญคุณโทษ ไม่รู้จักคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ตลอดจนมารดาบิดาครูอาจารย์ ควรแล้วหรือที่ท่านจะมาสำแดงความโกรธในพระพุทธเจ้า และพระสาวกที่เหาะมาแล้วเนรมิตกายปิดกั้นหนทางไปของพระองค์ แม้ละอองพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า จะตกลงมาเหนือเศียรของท่าน ก็จะเกิดมงคลยิ่งนัก หาเป็นอัปมงคลไม่
……….พวกเทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งเหล่ามนุษย์ล้วนแต่ประณมหัตถ์นมัสการ ตั้งความปรารถนาที่จะบูชาพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดูก่อนพระยานาคราช ผู้ที่บังเกิดขึ้นมาในโลกนี้นั้น ยากนักที่จะได้เป็นพระพุทธเข้า บางคนเกิดมานับหมื่น ๆ ชาติก็มิได้พานพบ อย่าว่าแต่การได้พบพระองค์เลย แม้แต่รอยพระบาทก็ยากที่จะพบ เพราะทวยเทพทั้งหลายมาลบรอยพระบาทเสียก่อน หากว่าพระองค์ทรงอธิษฐานไว้ จึงจะประดิษฐานอยู่ไม่ลบเลือน
……….ผู้ใดเลื่อมใสในพระองค์แล้ว จะได้ผลานิสงส์อันยิ่งใหญ่ จะได้เสวยทิพยสมบัติในเทวโลกชั้นใดชั้นหนึ่งใน ๖ ชั้นในภายหน้า เพราะพระพุทธเจ้ามีอานุภาพเป็นอจินไตย คุณของพระองค์ก็มากมายเกินกว่าจะพรรณนาให้หมดสิ้นไปได้ ท่านสิเป็นเดียรัจฉานชั้นต่ำ ซ้ำยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ มากล่าวร้ายพระพุทธเจ้า มีแต่จะต้องไปบังเกิดในนรกอย่างเดียวเท่านั้น”
พ ญ า น า ค ถู ก ป ร า บ
……….ถึงกระนั้นพญานาคก็ยังไม่ยอมเชื่อถ้อยคำของพระเถระ ยังมีทิฏฐิมานะเหมือนเดิม คิดแต่จะหาทางกำจัดพระเถระให้ได้ พระเถระรู้วาระจิตของพญานาค จึงเข้าไปทางช่องหูเบื้องขวาของพระยานาค แล้วออกทางช่องหูเบื้องซ้าย เข้าไปทางช่องหูเบื้องซ้ายออกทางช่องหูเบื้องขวา เข้าทางช่องจมูกเบื้องขวาออกทางช่องจมูกเบื้องซ้าย เข้าทางจมูกเบื้องซ้ายออกทางจมูกเบื้องขวา พระยานาคถูกทรมานอย่างนั้นก็เกิดทุกขเวทนายิ่งนัก คิดว่า “ในนาคพิภพไม่มีใครจะสู้ฤทธิ์เดชของเราได้ แต่สมณะนี้กลับทรมานเราจนไม่อาจอดทนได้ต่อไป คอยดูเถอะ เราจะล่อหลอกให้สมณะนี้เข้าไปทางปากของเรา แล้วจะเคี้ยวให้แหลกละเอียด” คิดแล้วก็กล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ธรรมดาว่าสมณะย่อมมีแต่เมตตากรุณา ทำแต่สิ่งที่ชอบธรรมมิได้ขาด แต่นี่พระผู้เป็นเจ้ามาแกล้งทรมานข้าพเจ้าให้เป็นทุกข์ ก็พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่ามิได้โกรธข้าพเจ้า เหตุไรจึงลงโทษข้าพเจ้าเล่า” ว่าแล้วก็อ้าปากแยกเขี้ยวเข้าใส่หมายจะเข่นฆ่าด้วยความโกรธ
……….ฝ่ายพระเถระได้ฟังแล้วก็ไม่ได้สะทกสะท้าน ทั้งในคำขู่และคำกล่าวหาใดๆ เลย ท่านบอกว่า “การที่เราทรมานท่านนั้น ก็เพราะหวังจะให้ท่านมีศรัทธาในพระพุทธเจ้าอันจะเป็นอุปนิสัยติดไปในภายหน้า ใช่ว่าจะเกลียดชังท่านก็หามิได้” ว่าแล้วก็ปาฏิหาริย์กายให้เล็กลง เหาะวับเข้าไปในปากของพระยานาค ท่านเข้าไปเดินจงกรมอยู่ในท้องของพระยานาคทำให้พญานาคเจ็บปวดทรมานเหลือประมาณ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้
……….ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่า “บัดนี้พระยานาคได้พ่ายแพ้แก่พระมหาโมคคัลลาน์บุตรของเราแล้ว” ทรงเปล่งโอภาสอยู่บนนภากาศ ตรัสเตือนท่านพระเถระว่า “พระยานาคตัวนี้มีฤทธิ์ยิ่งนัก ท่านจงมนสิการให้ดี อย่าได้ประมาท” พระเถระทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญอิทธิบาท ๔ มา มิได้เกียจคร้าน ทำจนชำนาญปรารภอยู่มิได้ขาด ย่อมไม่กลัวพระยานาคนี้ แม้ว่าจะมีพระยานาคที่มีฤทธิ์ยิ่งกว่าพระยานาคตัวนี้สักแสนเท่า ข้าพระพุทธเจ้าก็หากลัวไม่”
……….ฝ่ายพระยานาคได้แกล้งทำเป็นขอร้องว่า “ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าได้เบียดเบียนเราเลย จงออกมาจากท้องของเราเสียเถิด” ท่านเถระทราบวาระจิตของพระยานาค ก็เหาะออกมานั่งอยู่ข้างนอก ฝ่ายพระยานาคยังไม่สิ้นพยศ คิดจะระบายลมออกจากจมูกให้แรง จนแม้จะถูกต้นไม้ ต้นไม้ก็หักโค่น ท่านพระมหาโมคคัลลาน์ทราบวาระจิตของนันโทปนันทนาคราช ก็เข้าจตุตถฌานรักษาตนไว้มิให้เป็นอันตราย ลมที่เร่าร้อนนั้นไม่อาจจะทำความระคายผิวหรือเส้นขนของพระเถระได้เลย ซึ่งพระอรหันต์รูปอื่นอาจจะทำปาฏิหาริย์ได้ แต่การเข้า-ออก จตุตถฌานอย่างชำนาญไม่ติดขัดเหมือนพระมหาโมคคัลลานะเถระ ไม่ใช่ทำได้ง่าย นี่จึงเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตเฉพาะพระมหาโมคคัลลานะเถระเท่านั้น
พ ญ า น า ค ยึ ด เ อ า พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า เ ป็ น ส ร ณ ะ
……….พระยานาคเห็นพระเถระมิได้รับอันตรายแต่อย่างไร ก็รู้สึกหวาดหวั่นใจขึ้นมา เพราะมองไม่เห็นวิธีการที่จะต่อสู้กับพระเถระได้ คิดว่า “สมณะองค์นี้มีฤทธิ์มากยิ่งนัก ถ้าเราจะสู้ต่อไปก็น่าที่จะได้รับความลำบากมากกว่านี้ คงถึงตายเป็นแน่ จำเราจะต้องรีบหนีไปเสียก่อน ไม่ยอมให้สมณะรูปนี้ทรมานอีกต่อไปได้” ท่านพระเถระทราบว่าพญานาคกำลังจะหนี จึงเนรมิตกายให้เป็นพญาครุฑใหญ่บินติดตามไล่ล่า พระยานาคก็แปลงกายเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ โตบ้าง เล็กบ้าง เพื่อหลบหนีไป พระเถระก็ติดตามมิได้ลดละ พญานาคเมื่อเห็นว่าจะหนีไม่พ้น จึงแปลงกายเป็นมาณพน้อยเข้าไปกราบแทบเท้าของพระเถระ กล่าวว่า “ข้าพเจ้ายอมแพ้แล้ว ข้าพเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีใจบาปหยาบช้า มิได้เห็นประโยชน์ที่จะเกิดแก่ตน มาพบพระผู้เป็นเจ้าก็มิได้ถวายอภิวาท ขอพระผู้เป็นเจ้า จงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด”
……….พระเถระกล่าวว่า เราเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเรา เพราะฉะนั้น ท่านจงไปสำนักของพระพุทธเจ้าเพื่อยึดเอาพระองค์เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดเถิด ว่าแล้วก็พาพระยานาคไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อไปถึงพญานาคก็ก้มลงกราบนมัสการแล้วกราบทูลว่า “ข้าพเจ้านี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นพาลมิได้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ขอพระองค์ได้โปรดอโหสิกรรมในความผิดที่ได้ทำพลั้งพลาดเพราะอกุศลเข้าสิงจิตนั้นด้วยเถิด บัดนี้ข้าพเจ้าทราบแน่ชัดแล้วว่า พระองค์เป็นนาบุญของทายกทั้งปวง จำเดิมแต่วันนี้ไป ข้าพเจ้าขอสละรูปกายบูชาพระรัตนตรัยไปจนตราบชีวิตจะหาไม่”
ม ห า เ ศ ร ษ ฐี ฉ ล อ ง ชั ย ช น ะ แ ก่ พ ร ะ เ ถ ร ะ
……….พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานศีล ๕ ให้รักษาแล้วก็พาพระสาวกกลับไปบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านเศรษฐีก็ทูลถามว่า“วันนี้เหตุใดพระองค์จึงเสด็จมาสาย พระเจ้าข้า” ทรงตอบว่า “เป็นเพราะโมคคัลลานเถระ ทำสงครามกับนันโทปนันทนาคราช” “แล้วใครแพ้ใครชนะ พระพุทธเจ้าข้า” “พญานาคพ่ายแพ้โมคคัลลาน์” ท่านเศรษฐีได้สดับแล้ว ก็ชื่นชมโสมนัสยิ่งนัก ทั้งเลื่อมใสต่อพระมหาเถระ และเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้มีอานุภาพอันไม่มีประมาณ จึงอยากจะฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ท่านได้กระทำการบูชาสักการะพระอรหันต์ ๕๐๐ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยการถวายสังฆทาน ๗ วัน
……….จากเรื่องนี้ เราจะเห็นว่า เพียงฤทธานุภาพของพระมหาสาวกก็ยังสามารถปราบพระยานาคผู้มีฤทธิ์มากได้ อานุภาพของพระบรมศาสดายิ่งจะต้องมีมากกว่านั้นร้อยเท่าพันทวี เพราะในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก จะหาบุคคลผู้มาเสมอเหมือนพระองค์ไม่มีเลย มนุษย์ เทวดา พรหม อรูปพรหม นาค ยักษ์ ครุฑ คนธรรพ์ทุกหมู่เหล่า ไม่อาจเทียบได้ทั้งด้านปัญญา อานุภาพหรือมหากรุณา เพราะฉะนั้น ในชัยมงคลคาถาจึงได้ถือว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีชัยแก่พระยานาคราช นับเป็นการมีชัยครั้งที่ ๗ ของพระองค์ที่พระโบราณจารย์ได้บันทึกเอาไว้ จึงสมควรอย่างยิ่งที่เราเอง จะนอบน้อมต่อพระพุทธเจ้า นอบน้อมต่อพระรัตนตรัยซึ่งมีคุณอันไม่มีประมาณ นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ พุทฺโธ เม สรณํ วรํ ที่พึ่งที่ระลึกอย่างอื่นของพวกเราไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกอันเกษมสูงสุดของเรา และหมั่นสวดสรรเสริญเจริญพุทธคุณอยู่เป็นประจำอย่าได้ขาด
……….ผู้รู้ได้กล่าวเอาไว้ว่า บุญอันเลิศ คือ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สุขและกำลัง ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้รู้แจ้งธรรมอันเลิศ เลื่อมใสในรัตนะอันเลิศ คือเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เลิศ ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลชั้นเยี่ยมเลื่อมใสในพระธรรมอันประเสริฐ อันปราศจากราคะ เป็นที่เข้าไปสงบ เป็นสุข เลื่อมใสในพระสงฆ์ผู้เลิศ เป็นนาบุญชั้นเยี่ยม ให้ทานในสิ่งที่เลิศ ปราชญ์ผู้ถือมั่นธรรมที่เลิศ ให้สิ่งที่เลิศ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ย่อมถึงสถานที่เลิศบันเทิงใจอยู่…..
จ บ ชั ย ช น ะ ค รั้ ง ที่ ๗

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s