ไม่ประมาท

openbudh1

นับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจที่ทุกวันนี้มักมีกลุ่มคนที่มาพิมพ์ข้อความด่าทอหรือดูหมิ่นพระสงฆ์องค์เจ้าที่ท่านกล่าวถึงนรกภูมิต่างๆ หรือสวรรค์ภูมิต่างๆ ทั้งๆที่เรื่องเหล่านี้พระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้อย่างละเอียดในพระไตรปิฎก ว่านรกแต่ละภูมิมีสภาวะเช่นใด สวรรค์และพรหมโลกแต่ละชั้นมีสภาวะเช่นใด รวมถึงระยะเวลาในภูมินั้นๆ ตลอดจนถึงภูมิต่างๆที่ซ้อนอยู่กับโลกมนุษย์

เป็นเรื่องจริงที่ว่าชาวพุทธไม่สมควรที่จะไปหลงงมงายทำบุญเพื่อหวังไปถึงชีวิตหลังความตาย หากแต่ควรที่จะสนใจในการทำให้ธรรมะเกิดแก่จิตในทุกปัจจุบันขณะมากกว่า แต่ต้องไม่ประมาทโดยควรสร้างเสบียงไว้เลี้ยงตัวด้วยเพื่อการเดินทางต่อไปในวัฐฐะสงสาร โดย ทาน ศีล ภาวนา และก็เป็นเรื่องที่เถียงไม่ได้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านกล่าวถึงความเป็นสัมมาทิฐิว่ามีกี่ประการด้วยกัน และหนึ่งในนั้นคือการเห็นชอบเห็นถูก ซึ่งการที่เราจะปฎิเสธว่า นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี นั้นก็ถือได้ว่าเป็นความเห็นที่สุดโต่งเกินไป ในแง่ที่ว่าพระพุทธองค์เองเป็นคนตรัส มีหลักฐานในพระไตรปิฎก การเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีอยู่จริง และทำกรรมอะไร ถึงเคลื่อนจุติไปภพภูมิใดๆหลังความตาย สิ่งเหล่านี้ล้วนมีหลักฐานอยู่ทั้งสิ้นในพระไตรปิฐก และพระพุทธเจ้าให้แม้กระทั้งเครื่องมือในการพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ นั้นก็คือการปฎิบัติ ซึ่งเมื่อทำแล้วการที่จะรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ก็ควรถือว่าเป็นผลพลอยได้ ไม่ควรมุ่งหวังโดยตรง แต่ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้จริง

ทุกวันนี้ชาวพุทธจำนวนมากที่มีความเข้าใจและรู้ถึงเรื่องนรกสวรรค์ตามหลักศาสนาพุทธไม่ใช่แค่การเป็นนรกสวรรค์ในสภาวะจิตเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงนรกสวรรค์ที่เป็นสภาวะทิพย์ด้วย กลับต้องพูดถึงเรื่องเหล่านี้เฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคล และหากพูดเปิดเผยออกไปคนทั่วไปอาจจะมองว่าสติไม่สมประกอบ ทั้งๆที่สิ่งเหล่านี้เป็นความจริงในหลักพุทธศาสและเป็นเรื่องที่น่าศึกษาอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เข้าใจความเป็นมาของโลกมากยิ่งขึ้น เข้าใจเรื่องกรรมมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายก็จะเข้าใจตนเองมากยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้จึงขอฝากไว้ว่า การที่ครูบาอาจารย์ท่านจะกล่าวถึงภพภูมิต่างๆ ตามหลักศาสนาพุทธ กล่าวถึงการกระทำกรรมและจุดหมายเป็นอย่างไร ทำอย่างไรเราจะหลีกหนีภูมิซึ่งเป็นอบายภูมิได้ หากครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้กล่าวในเชิงที่เป็นการอวดอุตริแล้วไซร่ ก็ควรจะถามถึงท่านที่กล่าวปรามาสจาบจ้วงด่าทอท่าน ว่าสอนให้คนงมงาย หรือเอามาหลอกหากินกับญาติโยมนั้น ท่านเหล่านั้นได้ศึกษาศาสนาที่ท่านเองนับถือดีแล้วหรือ และเป็นความจริงที่ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรเอามาเป็นหลัก แต่การปฎิเสธการมีอยู่ถึงสิ่งเหล่านี้เลยก็ถือว่าเราไม่มีความเห็นที่เป็นสัมมา จะกลายเป็นว่าเราสุดโต่งเกินไป แน่ละตัวอย่างในอดีตมีอยู่ที่มีการนำเอาเรื่องนรกสวรรค์มาเป็นเครื่องมือในการทำให้สาธุชนเคารพศรัทธา แต่สำหรับครูบาอาจารย์ที่ท่านกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ไปตามหลักธรรม หลักแห่งสภาวะความจริง อานิสงค์ของบุญและบาป เราก็ควรจะฟังและพิจารณาตาม และสามารถไปค้นคว้าดูได้ว่าสิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าท่านได้เคยตรัสพูดถึงไว้บ้างหรือเปล่า หากเราออกตัวไปก่อนเพราะมานะทิฐิของเรา สุดท้ายแล้วเราอาจจะปรามาสพระที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบไปโดยไม่รู้ตัว จะเป็นบาปเป็นกรรมไปเปล่าๆ

เปรียบเสมือนเราๆท่านๆเป็นปลาอยู่ในน้ำ และครูบาอาจารย์ท่านเป็นเต่า การที่เต่าอธิบายสภาวะบนบกให้ปลาฟัง แล้วปลาไม่เข้าใจเลยกล่าวตู่ว่าไม่มี ก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่…

ข้อทิ้งท้ายบทความโดยอาราธนาพุทธพจน์มาเป็น
คติธรรมเตือนใจให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย! สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้วจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว ย่อมกลับไปเกิดในนรก มีประมาณมากกว่า

ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย! สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้วจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้ว ย่อมกลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ในเปรตวิสัย มีประมาณมากกว่า

ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย! สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้วจะกลับมาเกิดเป็นเทพยดามีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากนรกไปแล้ว ย่อมกลับไปเกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ในเปรตวิสัย มีประมาณมากกว่า

::Credited::ธรรมรักษา

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s