เรื่องบนหนทางแห่งอริยมรรค : บทที่1 การค้นหา

ศิลปะในการดำเนินชีวิต_โกเอ็นก้าเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดเชตวันในกรุงสาวัตถีเมืองหลวงของแคว้นโกศล ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ได้มีผู้มาปฏิบัติธรรม ณ สถานที่นี้เป็นจำนวนมาก ทุกๆวันในตอนเย็นจะมีการแสดงพระธรรมเทศนา ซึ่งมีคนจำนวนมากจากในเมืองพากันมาฟังด้วย ในจำนวนนี้มีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มาฟังธรรมอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาหลายปี แต่ไม่เคยปฏิบัติธรรมเลย

วันหนึ่งเขามาเร็วกว่าปกติเล็กน้อย และพบว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่พระองค์เดียว เขาดีใจมากจึงเรีบเข้าไปเฝ้าอย่างใกล้ชิด เขาก้มลงกราบแล้วทูลว่า  “ข้าพระพุทธเจ้ามีปัญหาข้อหนึ่งที่ติดอยู่ในใจมาตลอดเวลา แต่ไม่กล้าทูลถามในขณะที่มีคนมาเฝ้าอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะนี้เป็นโอกาสอันดีแล้ว  ขอได้โปรดให้ความกระจ่างแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิดพระเจ้าข้า”   พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “หนุ่มน้อย ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับธรรมะอย่างไรก็ขอให้ถามมา”  ชายผู้นั้นจึงกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไดมาที่อารามแห่งนี้ต่อเนื่องกันหลายปีแล้ว  ตลอดเวลาก็ได้เฝ้าสังเกตดูผู้คนที่นี่ซึ่งมีทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และพบว่ามีบางคนที่ได้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว  พฤติกรรมของเขาก็ดี วิถีการดำเนินชีวิตของเขาก็ดี ล้วนบ่งบอกว่าเป็นผู้ที่ได้บรรลุธรรมแล้ว  และก็มีบางคนที่มีการพัฒนาทางธรรมดีขึ้นกว่าเก่า แต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่บรรลุธรรมอย่างสมบูรณ์  นอกจากนี้ก็มีบางคนซึ่งร่วมทั้งตัวข้าพระพุทธเจ้าเองด้วย ที่ยังคงมีสภาพเช่นเดิม คือไม่มีความก้าวหน้าเลย   คำถามที่ใคร่ขอทูลถามพระองค์ก็คือ การที่ผู้คนทั้งหลายต่างพากันมาเฝ้าพระองค์ ก็เพราะพระองค์ทรงมีพระปัญญาคุณ ทรงมีพระกรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น แต่คนที่มาเฝ้าพระองค์ก็ยังมีผู้ที่บรรลุธรรมเพียงครึ่งเดียวและที่ยังไม่บรรลุธรรมเลยก็มี เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นเล่าพระเจ้าข้า เหตุใดจึงไม่ทรงใช้พระบารมีของพระองค์ช่วยให้ทุกคนที่มาเฝ้าได้บรรลุธรรมโดยทั่วหน้ากัน ”

พระพุทธเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ และตรัสถามชายผู้นั้นว่า “หนุ่มน้อย ท่านมาจากไหน ถิ่นกำเนิดของท่านอยู่ที่แคว้นใด”  ชายหนุ่มทูลตอบว่า “ข้าพระพุทธเจ้ามาจากกรุงสาวัตถี เมืองหลวงของแคว้นโกศลพระเจ้าข้า”  พระพุทธองค์ได้ฟังดังนั้น จึงตรัสว่า “อ้อ แต่รูปหน้าของท่านบ่งบอกว่า ท่านไม่ใช่ชาวสาวัตถี ท่านจะต้องเป็นคนที่มาจากแคว้นอื่นเป็นแน่ ท่านจะต้องมาจากที่อื่นแล้วมาตั้งรกรากที่นี่ ”   ชายหนุ่มยอดรับ “ถุกต้องแล้วพระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าได้มาตั้งรกรากที่สาวัตถีเมื่อหลายปีก่อน  ความจริงนั้นข้าพระพุทธเจ้าเกิดที่กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ อยู่ห่างจากที่นี่ไปทางทิศตะวันออกไกลมากอยู่”  พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นจงบอกซิว่า เมื่อท่านมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่  ท่านได้ตัดขาดการติดต่อกับทางราชคฤห์หรืออย่างไร  และท่านไม่ได้ไปราชคฤห์อีกแล้วหรือ”  ชายหนุ่มทูลตอบว่า “มิได้พระเจ้าข้า  ข้าพระพุทธเจ้ายังคงมีญาติอยู่ที่นั่น และยังมีธุรกิจอยู่ที่นั่น ข้าพระพุทธเจ้ายังคงไปที่ราชคฤห์อยู่ทุกปี”  พระพุทธองค์จึงทรงถามอีกว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านก็จะต้องรู้จักเส้นทางจากที่นี่ไปราชคฤห์เป็นอย่างดีใช่หรือไม่”  ชายหนุ่มทูลตอบว่า “รู้จักดีพระเจ้าข้า แม้จะปิดตา ข้าพระพุทธเจ้าก็สามารถคลำทางไปราชคฤห์ได้พระเจ้าข้า”  พระพุทธองค์จึงตรัสถามต่อไปว่า “ถ้าเช่นนั้นเพื่อนๆ ที่สนิทของท่านที่นี่ ก็ย่อมทราบสิว่าท่านเป็นชาวราชคฤห์ และท่านเดินทางไปเยี่ยมเยียนราชคฤห์อยู่บ่อยๆ ใช่หรือไม่”  ชายหนุ่มทูลตอบว่า “ถูกแล้วพระเจ้าข้า เพื่อนๆที่สนิทของข้าพระพุทธเจ้าล้วนทราบความจริงข้อนี้ดี”  พระพุทธองค์ทรงรับสั่งว่า “ถ้าเช่นนั้นจงบอกซิว่า มีคนเคยถามเส้นทางไปราชคฤห์จากท่านบ้างหรือไม่ แล้วท่านได้บอกเส้นทางให้เขาไป หรือว่าท่านเก็บไว้เป็นความลับ”  ชายหนุ่มทูลตอบว่า “ความลับอะไรได้พระเจ้าข้า  ข้าพระพุทธเจ้าอธิบายทุกอย่าง ให้รายละเอียดทั้งหมดว่า ถ้าเดินทางมุ่งหน้าไปทางตะวันออก โดยใช้เส้นทางสายนี้ เลี้ยงตรงทางนี้ จากนั้นเดินทางต่อไปก็จะถึงเมืองพาราณสี เมื่อเดินทางต่อไปอีก ก็จะถึงเมืองคยา แล้วเดินตามทางนี้ต่อไปก็จะถึงเมืองราชคฤห์  ข้าพระพุทธเจ้าอธิบายเส้นทางทั้งหมดให้พวกเขาฟังอย่างละเอียด”  พระพุทธองค์จึงตรัสถามต่อไปอีกว่า “ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ฟังท่านอธิบายเส้นทางนี้แล้วก็จะต้องไปถึงราชคฤห์ทุกคนใช่หรือไม่”  ชายหนุ่มทูลตอบว่า “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่าพระเจ้าข้า ถ้าเขาเพียงแต่รับฟัง แต่ไม่ออกเดินไปตามทางนี้แล้วเขาจะไปถึงราชคฤห์ได้อย่างไร”

พระพุทธองค์ทรงรับสั่งว่า “นี่คือสิ่งที่ตถาคตจะตบอกกับท่านละพ่อหนุ่ม  มีคนมากมายที่นี่มาหาตถาคต เพราะรู้ว่าตถาคตได้เดินทางไปบนหนทางแห่งความหลุดพ้นจนถึงจุดหมายปลายทางคือ สภาวะนิพพานแล้วและรู้จักหนทางนั้นเป็นอย่างดี คนเหล่านั้นจึงมาหาตถาคตเพื่อซักถามเกี่ยวกับหนทางสายนี้ ซึ่งตถาคตก็บอกให้รู้ว่านี่คือหนทางที่จะนำไปสู่สภาวนิพพาน นี่คือวิธีที่จะเดินไปบนหนทางสายนี้และนี่เป็นสถานีที่จะต้องไปพบ แต่ถ้าคนบางคนฟังแล้ว ก้มลงกราบสามครั้งและพูดว่าสาธุ สาธุ สาธุ โดยไม่ก้าวเดินออกไปเลยแม้แต่ก้าวเดียวบนหนทางนี้ แล้วเขาจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างไร”

พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า “คนทุกคน จะต้องก้าวเดินไปบนหนทางสายนี้ด้วยตนเอง เพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ไม่มีผู้ใดจะสามารถแบกใครขึ้นบ่า เพื่อพาไปให้ถึงจุดหมายปลายทางได้ แม้ตถาคตจะชี้ทางให้ด้วยความรัก ความกรุณาและอธิบายว่าตถาคตได้เดินบนหนทางนี้อย่างไร แต่ท่านทั้งหลายต้องทำความเพียรและก้าวเดินไปด้วยตนเองจนบรรลุถึงจุดหมาย แต่ละคนจะต้องก้าวเดินไปบนหนทางสายนี้ด้วยตนเอง ผู้ที่ก้าวเดินหนึ่งก้าวไปบนหนทางนี้ก็จะอยู่ใกล้จุดหมายปลายทางเข้าไปแล้วหนึ่งก้าว  ผู้ที่ก้าวเดินไปหนึ่งร้อยก้าว ก็จะอยู่ใกล้จุดหมายปลายทางเข้าไปอีกหนึ่งร้อยก้าว และผู้ที่ก้าวเดินไปจนสุดทางสายนี้ก็ย่อมจะต้องถึงจุดหมายปลายทางอย่างแน่นอน จงก้าวเดินไปบนหนทางแห่งอริยมรรคด้วยตนเอง”

ศิลปะในการดำเนินชีวิต : วิปัสสนากรรมฐานสอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า
วิลเลียม ฮาร์ท

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s