พระพุทธเจ้ากับนักวิทยาศาสตร์ : บทที่2 การเริ่มต้น

universeโครงสร้างของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นี่คือความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ เมื่อได้สำรวจเข้าไปภายในกายของพระองค์เอง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นในสมาธิอย่างแรงกล้า ทรงสามารถเจาะลงไปถึงระดับลึกที่สุดของจิตและพบว่าร่างกายทั้งร่างประกอบด้วยอนุปรมาณูที่เรียกว่า กลาปะ ซึ่งเกิดขึ้นและดับไปอยู่ตลอดเวลา  ในชั่วขณะที่ดีดนิ้วหรือกระพริบตา อนุภาคเล็กๆ เหล่านี้เกิดขึ้นและดับไป เกิดขึ้นและดับไปนับเป็นจำนวนล้านล้านล้านครั้ง

ร่างกายที่มองดูเผินๆว่า เป็นกลุ่มก้อนอันแน่นทึบและถาวรนี้เมื่อเจาะลึกลงไป “แทบไม่น่าเชื่อเลย” ว่ามีแต่อนุปรมาณูเท่านั้น เมื่อได้ยินครั้งแรกว่ามันมีการเกิดขึ้นและดับไป เกิดขึ้นและดับไป นับเป็นจำนวน “ล้าน ล้าน ล้านครั้ง” ข้าพเจ้ายังเข้าใจว่าเป็นสำนวนพูดมากกว่าหมายความตามตัวหนังสือ แต่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กลับค้นพบและยืนยันความจริงในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

หลายปีมาแล้ว มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันผู้หนึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ เขาได้ใช้เวลานานในการค้นคว้าและศึกษาธรรมชาติของอนุปรมาณู อันเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดของสสารซึ่งเป็นส่วนประกอบของจักรวาล เป็นที่ทราบกันมาก่อนแล้วว่า อนุภาคเหล่านี้เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา  บัดนี้นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ได้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ซึ่งสามารถนับจำนวนครั้งที่อนุภาคเหล่านี้เกิดขึ้นดับไปภายในหนึ่งวินาที เขาตั้งชื่อันได้อย่างเหมาะสมว่า “บับเบิ้ล แซมเบอร์” เพราะมันเป็นเสมือนฟองอากาศที่เกิดขึ้น แล้วก็แตกหายไป จากเครื่องมือนี้เขาได้ค้นพบและประกาศว่า

“ภายในหนึ่งวินาที อนุปรมาณูซึ่งเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดของสสารจะเกิดขึ้นและดับไปเป็นจำนวนครั้ง เท่ากับเลขหนึ่งตามด้วยเลขศูนย์ 22 ตัว หรือหนึ่งหมื่นล้านล้านล้านครั้ง”

นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ได้ค้นพบความจริงในลักษณะเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเพราะนี่เป็นสัจธรรม แต่ทำไมจึงให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างมากมายกับผู้ค้นพบ  ศิษย์ชาวอเมริกันบางคนที่เข้ารับการอบรมกับข้าพเจ้าที่อินเดีย เมื่อกลับไปสหรัฐพวกเขาได้แวะไปเยี่ยมนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ และเมื่อได้กลับมาอินเดียก็มาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ยังเต็มไปด้วยความทุกข์และความเครียดเหมือนกับปุถุชนทั่วไป ทำไมเขาจึงไม่อาจหลุดพ้นจากความทุกข์

นักวิทยาศาสตร์ผู้นั้นไม่สามารถรู้แจ้งและหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ก็เพราะว่าเขายังไม่ได้ประจักษ์กับสัจธรรมนี้ด้วยตนเอง เขาเพียงเข้าใจแค่ในระดับเชาวน์ปัญญา และที่เชื่อในความจริงข้อนี้ก็เพราะมีศรัทธาในเครื่องมือที่ตัวเองประดิษฐ์ขึ้น แต่ไม่เคยประจักษ์กับความจริงนั้นภายในตัวเอง

ข้าพเจ้าไม่ได้มีอคติกับนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้หรือกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่เราต้องไม่เป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ที่สำรวจแค่โลกภายนอก หากยังควรเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สำรวจโลกภายในตัวเอง ดังเช่นพระสมณโคมดมอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ประจักษ์กับสัจธรรมนั้นโดยตรง การได้ประจักษ์กับความจริงอันสูงสุดด้วยตนเองเท่านั้นที่จะสามารถเปลี่ยนนิสัยของจิตและช่วยให้เรามีชีวิตที่สอดคล้องกับสัจธรรมนี้ แล้วการกระทำทุกอย่างก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผุ้อื่น  หากไม่ได้ประจักษ์กับความจริงภายในตัวเอง เราอาจใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปในทางทำลายล้างก็ได้  แต่ถ้าเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงความจริงภายในตัวเองได้ เราก็จะใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้คนทั้งหลาย

ศิลปะในการดำเนินชีวิต : วิปัสสนากรรมฐานสอนโดยท่านอาจารย์โกเอ็นก้า
วิลเลียม ฮาร์ท

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s