เรื่องเห็นก็สักแต่ว่าเห็น : บทที่8 สติและอุเบกขา

ในสมัยพุทธกาล มีนักบวชผู้หนึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆกับบริเวณที่ในปัจจุบันคือเมืองบอมเบย์  ทุกคนที่ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับเขาจะให้ความเคารพนับถือเขามากในความเป็นผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ และหลายๆคนลงความเห็นว่า เขาจะต้องเป้นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างสมบูรณ์  เมื่อได้ยินผู้คนกล่าวขวัญถึงตนเองเช่นนี้ นักบวชจึงเริ่มสงสัยว่า “บางทีเราอาจเป็นผู้บรรลุแล้วก็ได้”  แต่ด้วยความที่เป็นคนซื่อสัตย์ เขาจึงลองตรวจสอบจิตใจของตนเองอย่างละเอียดถี่ถ้วน และพบว่ายังมีร่องรอยของความไม่บริสุทธิ์หลงเหลืออยู่บ้าง   ตราบใดที่จิตยังมีความไม่บริสุทธิ์หลงเหลืออยู่  เขาก็คงยังไม่เข้าถึงภาวะหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์  ดังนั้นเขาจึงถามผู้ที่มาคาราวะเขาว่า  “ทุกวันนี้มีผู้ใดบ้างที่ถือได้ว่าหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์”

พวกเขาพากันตอบว่า “มีขอรับ  มีสมณะโคตมะได้รับสมญานามว่าพระพุทธเจ้า  ขณะนี้พระองค์ประทับอยู่ที่เมืองสาวัตถี พระพุทธองค์ทรงได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างสมบูรณื และยังทรงสอนวิธีปฏิบัติที่ช่วยผู้คนให้หลุดพ้นจากควาทุกข์ด้วย”

“ฉันต้องไปพบคนผู้นี้”  นักบวชตัดสินใจอย่างแน่วแน่  “ฉันต้องขอเรียนวิธีปฏิบัติเพื่อให้บรรลุธรรมอย่างสมบูรณ์จากพระองค์”   เขารีบออกเดินทางด้วยเท้าจากเมืองบอมเบย์  ผ่านเมืองต่างๆ ซึ่งอยู่ตอนกลางของประเทศอินเดีย จนในที่สุดก็ไปถึงเมืองสาวัตถี ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองในแคว้นอุตตรประเทศ  ทางตอนเหนือของอินเดีย เขารีบตรงไหยังอารามของพระพุทธเจ้าในทันที และสอบถามว่าเขาจะเฝ้าพระองค์ได้ ณ ที่ใด

ภิกษุรูปหนึ่งตอบว่า “ขณะนี้พระพุทธเจ้าไม่อยู่ พระองค์เสด็จออกบิณฑบาตไปโปรดสัตว์ในเมือง ท่านเดินทางมาไกล จงพักผ่อนเสียก่นอแล้วคอยอยู่ตรงนี้ พระองค์จะเสด็จกลับมาในไม่ช้า”

ชายนักบวชตอบว่า  “ไม่ได้หรอก ข้าพเจ้าคอยไม่ได้ ไม่มีเวลาสำหรับการรอคอยเสียแล้ว  โปรดชี้ทางที่พระองค์เสด็จไปบิณฑบาตให้หน่อยเถิด  ข้าพเจ้าจะตามไปเฝ้าพระองค์ที่นั่นเอง”

ภิกษุรูปนั้นพูดว่า  “ถ้าท่านยืนยันที่จะเฝ้าพระพุทธองค์ให้ได้ ก็ลองไปตามทางสายนี้ เผื่อจะได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์”   โดยไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย ชายนักบวชรีบออกเดินทางต่อ จนมาถึงใจกลางเมืองสาวัตถี   ณ ที่นั้น เขาได้พบพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังเดินบิณฑบาตไปตามบ้าน   บรรยากาศอันสงบสุขเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีที่ล้อมรอบพระภิกษุรูปนั้น ทำให้ชายนักบวชมั่นใจว่า ภิกษุรูปนี้ต้องเป็นพระพุทธเจ้าแน่ๆ  เมื่อเขาซักถามผุ้ที่ผ่านไปมาแถวน้น ก็ทราบว่าตนเข้าใจถูกต้องแล้ว

ชายนักบวชตรงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งกำลังประทับยืนอยู่กลางถนน เขาก้มลงกราบ พร้อมกับแตะที่พระบาทของพระพุทธองค์แล้วอ้อนวอนว่า  “ได้โปรดเถิดพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการบอกเล่าว่ พระองค์ทรงเป็นผู้หลุดพ้นอย่างสมบูรณ์และพระองค์ยังมีพระเมตตาสอนวิธีปฏิบัติไปสู่ความหลุดพ้นให้ด้วย   ขอได้โปรดทรงสอนวิธีปฏิบัติให้ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิดพระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า   “ถูกแล้ว ตถาคตสอนวิธีปฏิบัติเช่นว่า ตถาคตจะสอนให้ท่าน แต่นี้มิใช่กาลอันสมควร  ท่านจงกลับไปคอยที่อารามเถิด อีกประเดี๋ยวตถาคตก็จะกลับไป และจะสอนวิธีปฏิบัติให้”

ชายนักบวชกราบทูลว่า   “ไม่ได้พระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าคอยไม่ได้”

พระพุทธองค์ตรัสถาม   “ทำไมคอยสักครึ่งชั่วโมงก็ไม่ได้เชียวหรือ”

ชายผู้นั้นจึงได้กราบทูลว่า    “ไม่ได้พระเจ้าข้า  ข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถคอยได้  ใครจะไปรู้ว่าอีกครึ่งชั่วโมงนั้น ข้าพระพุทธเจ้าอาจเสียชีวิตหรือพระองค์อาจเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน หรือพอผ่านไปครึ่งชั่วโมง ข้าพระพุทธเจ้าอาจหมดความศรัทธาในพระองค์แล้วก็ได้ แล้วข้าพระพุทธเจ้าก็เลยไม่ได้เรียนรู้วิธีปฏิบัตินี้  ได้โปรดเถิดพระเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงมีพระเมตตาแสดงธรรมให้แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด ”

พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรดูชายผู้นั้น แล้วทรงหยั่งรู้ด้วยพระญาณว่า  ชายผู้นี้เหลือเวลาเพียงเล็กน้อยจริงๆ  เขากำลังจะสิ้นชีวิตในไม่ช้านี้  เขาจะต้องรับธรรมะที่นี่และเดี๋ยวนี้  แต่ควรจะแสดงธรรมอย่างไรในขณะที่ประทับยืนอยู่กลางถนน   ดังนั้นจึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาอย่างย่นย่อ ทว่าเป็นหัวใจของคำสอนทั้งหมด

“เมื่อเห็น ก็สักแต่ว่าเห็น  เมื่อได้ยิน ก็สักแต่ว่าได้ยิน เมื่อได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ก็สักแต่ว่ารู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส เมื่อรู้ก็สักแต่ว่ารู้”  ไม่ว่าจะมีสิ่งใดมากระทบทวารใดทวารหนึ่งในประสาทสัมผัสทั้งหก จงอย่าได้ประเมินค่า อย่าให้เกิดสัญญา เพราะทันทีที่สัญญาประเมินค่าว่าดีหรือไม่ดี ความจริงที่เราเห็นจะถูกบิดเบือนด้วยสังขารเก่าๆ อันมืดบอด เพื่อปลดปล่อยจิตให้เป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง เราต้องเรียนรู้ที่จะหยุดการประเมินค่าสิ่งต่างๆ ตามการปรุงแต่งของสังขารเก่าในอดีต  จงรักษาสติให้เพียงแต่รับรู้ ไม่ประเมินค่า ไม่ตอบโต้

ชายนักบวชเป็นผู้ที่ได้พัฒนาจิตมามากแล้ว แค่ได้ฟังพระธรรมเทศนาอย่างย่นย่อจากพระพุทธองค์ก็เพียงพอแล้ว  เขาทรุดนั่งลงที่ข้างถนน เริ่มสังเกตความจริงภายในโดยไม่มีการประเมินค่า ไม่มีการปรุงแต่งตอบโต้   เขาเพียงแต่เฝ้าสังเกตดูกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง และในชั่วเวลาเพียงครู่เดียวที่เหลือของชีวิต เขาก็ได้บรรลุถึงจุดหมายปลายทางและหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s