Tagged: ความตาย

เปลี่ยนผ่าน

มีนิทานชาดกเรื่องหนึ่งพูดถึงครอบครัวชาวนาผู้ใฝ่ธรรม ทุกเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น พ่อกับลูกชายและลูกสาวจะออกไปทำนาซึ่งอยู่ไกล ตอนสาย ๆ สาวใช้จะเอาอาหารที่แม่ทำไปส่งให้ที่นา

ปรากฏว่าเช้าวันหนึ่งลูกชายโดนงูกัดตาย พ่อก็บอกลูกสาวว่าให้กลับบ้าน ไปบอกแม่ว่าให้เตรียมอาหารสำหรับ ๒ คนก็พอ เพราะปกติจะเตรียมสำหรับ ๓ คน แล้วก็ให้แม่กับคนใช้มาที่นาด้วย ลูกสาวก็ทำตามที่พ่อสั่ง พอลูกสาวกลับไปถึงบ้าน พูดกับแม่เช่นนั้น แม่ก็ถามลูกสาวว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกสาวตอบว่าพี่ชายตายแล้ว แม่ก็ไม่ได้ตกอกตกใจอะไร ก็ไปที่นาพร้อมกับลูกสะไภ้ คือภรรยาของผู้ตาย รวมทั้งลูกสาวและคนใช้ ไปถึงก็หาฟืนมาเผาศพลูกชายเลย ระหว่างที่เผาศพ ก็ไม่มีใครคร่ำครวญร้องไห้แต่อย่างใด

ระหว่างนั้นมีคนแก่เดินผ่านมาเห็นเหตุการณ์ จึงถามว่าคนที่ตายเป็นใคร สงสัยจะเป็นคนอื่นกระมัง เพราะไม่เห็นมีใครร้องไห้เลย

พ่อก็ตอบว่าคนที่ตายคือลูกของฉันเอง คนแก่คนนั้นถามว่าทำไมไม่มีใครร้องไห้สักคน พ่อก็ตอบว่า เขาทิ้งร่างเหมือนกับงูลอกคราบ เมื่อร่างกายใช้ไม่ได้จึงตายไป ตอนนี้เขาถูกเผาแล้ว ไม่รับรู้ถึงความคร่ำครวญของหมู่ญาติ ดังนั้นฉันจึงไม่โศกเศร้าถึงเขา

ผู้ที่เป็นแม่ก็บอกว่า เขามาเกิดโดยฉันไม่ได้เชิญ เขาไปโดยฉันไม่ได้อนุญาต เขามาอย่างใดก็ไปอย่างนั้น เขาถูกเผาก็ไม่ถึงความคร่ำครวญของหมู่ญาติ ดังนั้นฉันจึงไม่โศกเศร้า

น้องสาวก็บอกว่า ถ้าฉันร้องไห้ร่างกายก็จะผ่ายผอม ไม่เกิดประโยชน์ ญาติมิตรก็จะไม่สบายใจ ตอนนี้พี่ชายถูกเผาแล้ว ไม่รับรู้ถึงความคร่ำครวญของหมู่ญาติ ดังนั้นฉันจึงไม่โศกเศร้าถึงเขา

ภรรยาก็บอกว่า คนที่ร้องไห้ถึงคนที่ตาย ไม่ต่างจากทารกที่ร้องไห้อยากได้ดวงจันทร์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้สามีของฉันกำลังถูกเผา ไม่รับรู้ถึงความคร่ำครวญของหมู่ญาติ ดังนั้นฉันจึงไม่โศกเศร้าถึงเขา

คนใช้ก็บอกว่าคนที่ร้องไห้ถึงคนที่ตายไปแล้ว ย่อมไร้ประโยชน์ ไม่ต่างจากหม้อน้ำที่แตกแล้ว ไม่มีวันที่จะสมานคืนดังเดิมได้ ตอนนี้นายของฉันกำลังถูกเผา ไม่รับรู้ถึงความคร่ำครวญของหมู่ญาติ ดังนั้นฉันจึงไม่โศกเศร้าถึงเขา

สรุปก็คือ ทั้ง ๕ คนนี้เข้าใจความจริงของชีวิต ว่าความตายเป็นธรรมดา โศกเศร้าคร่ำครวญอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ จึงทำใจปกติ

การปฏิบัติธรรมนั้นไม่เพียงช่วยให้เรามีฉันทะในการทำความดี และมีชีวิตที่ถูกครรลองคลองธรรมเท่านั้น แต่ยังทำให้เราเห็นความจริงจนกระทั่งไม่ทุกข์เมื่อต้องประสบกับความพลัดพรากสูญเสีย เพราะปล่อยวางได้

พระไพศาล วิสาโล

http://www.visalo.org/article/dhammamata8_2.htm

Advertisements

สวรรค์ 6

สวรรค์  คือ  ภพภูมิที่อยู่ของเทวดา มีแต่สิ่งที่สวยงามละเอียดประณีต ความสุข และสิ่งอันเป็นทิพย์เพียบพร้อมด้วยกามคุณ 5 แบ่งเป็น 6 ชั้น คือ

  1. จาตุมหาราชิกา  มีเจ้าแห่งเทวดา (ท้าวมหาราช) ผู้ปกครองเทวดาในชั้นนี้อยู่ 4 องค์ ตามทิศทั้งสี่ อันได้แก่ ท้าวธตรฐอยู่ทิศตะวันออกของเขาสิเนรุปกครองคนธรรพ์ , ท้าววิรุฬหกอยู่ทิศใต้ปกครองกุมภัณฑ์ , ท้าววิรูปักษ์ทิศตะวันตกปกครองนาคเทวดา , ท้าวกุเวรอยู่ทิศเหนือปกครองยักขเทวดา
  2. ดาวดึงส์  ผู้ปกครองชั้นนี้ คือ ท้าวสักกะ (ท้าวโกสีย์ หรือ พระอินทร์) ตั้งอยู่บนยอดเขาสิเนรุ
  3. ยามา  สวรรค์ที่มีความสุขอันเป็นทิพย์ไม่ลำบาก ผู้ปกครองชั้นนี้ คือ ท้าวสุยาม
  4. ดุสิต  เป็นสวรรค์ที่อยู่ของเทวดาผู้มีปัญญา พระโพธิสัตว์ก่อนจะเกิดในโลกมนุษย์และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจะเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้เป็นชั้นสุดท้าย  พุทธมารดาเมื่อครั้งทิวงคตแล้วก็เสด็จมาเกิดในชั้นนี้ ผู้ปกครองคือ ท้าวสันดุสิต
  5. นิมมานนรดี  เป็นสวรรค์ที่เวดาผู้เนรมิตกามคุณขึ้นตามความปรารถนาของตนแล้วเพลิดเพลินชื่นชมกับอารมณ์ที่เนรมิตขึ้นนั้น  สวรรค์สี่ชั้นแรกจะมีคู่ครองตามบุญญาธิการของตน ส่วนในชั้นนี้และชั้นที่ 6 ไม่มีคู่ครองประจำ เวลาปรารถนาในกามคุณจะเนรมิตเอาเมื่อเสร็จกิจแล้วกามคุณที่เนรมิตก็จะหายไป  ผู้ปกครองคือ ท้าวนิมมิตะ
  6. ปรินิมมิตตวสวตตี  สวรรค์ชั้นสูงสุดนี้เทวดาที่ต้องการเสวยทิพยสมบัติจะมีเทวดาผู้อื่นคอยเนรมิตให้  สวรรค์ชั้นนี้มี 2 เขตแดน คือ แดนเทวดา และแดนมาร มีชื่อผู้ปกครองคล้ายกันคือ ท้าวปรนิมมิตตวสวตีเทวราช หรือ มารราชาธิราช ตามแต่เขตแดนที่ตนปกครอง

ความน่าจะเป็น

เหตุใดการวางอารมณ์ก่อนละโลกนี้ไปจึงสำคัญ ..

หากวางอารมณ์ได้ถูกได้เสวยผลกรรมดีก่อน โอกาสที่จะได้สร้างกรรมดีต่อไปเรื่อยๆ ในภพชาติต่อไป
จะมีมากกว่าการได้อารมณ์สุดท้ายที่นำพาไปสู่ทุคติภูมิโอกาสสร้างกรรมดีในภพชาติต่อๆไปนั้นยากนัก

เป็นอย่างนี้

โลกนี้และชีวิตนี้ ไม่มีอะไร
เราเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้มานานแล้ว
เราสุขเราทุกข์อย่างนี้ มาหลายภพหลายชาติแล้ว
อย่าโศกเศร้าเสียใจไปนักเลย

หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป